Saturday, December 20, 2014

รวยผ่อนส่ง

รวยผ่อนส่ง

ไม่เป็นการพูดที่เกินเลยว่า โลกของเศรษฐกิจการเงินทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของการผ่อนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบัน

อยากได้รถขับ คุณก็แค่ต้องจ่ายค่าผ่อนเดือนละหมื่นบาทเศษๆ อยากเป็นเจ้าของบ้านผ่อนแค่เดือนละ 2-3 หมื่นบาทก็เข้าอยู่ได้แล้ว อยากดูทีวีจอใหญ่ ฟังเครื่องเสียงดีๆ จ่ายเดือนละไม่กี่พันบาท การผ่อนส่งทำให้เราบริโภคได้มหาศาลแต่ไม่ทำให้เรารวย

ถ้าอยากจะรวยโดยที่ คุณไม่ได้มีความสามารถในการทำงานสูง ไม่มีปัญญาที่จะลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว และก็ไม่ได้มีคู่ชีวิตที่ร่ำรวยหรือเป็นทายาทเจ้าของมรดก ผมคิดว่ามีวิธีที่ง่ายและทำกันได้ทุกคน นั่นก็คือ คุณต้องรวยโดยการผ่อนส่ง

หลักการก็คือ
ข้อแรก คุณต้องผ่อนยาว เวลาผ่อนจะได้ไม่ต้องใช้เงินมากในแต่ละเดือน

ข้อสอง คุณต้องลงทุนในตราสารการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ซึ่งแน่นอนมันคือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์


ข้อสาม คุณต้องลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนให้เหลือต่ำที่สุด นั่นหมายความว่าคุณจะต้องซื้อขายหุ้นน้อยครั้ง คุณต้องจ่ายค่าบริหารหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้น้อยที่สุด ถ้าไม่ต้องจ่ายได้ก็ยิ่งดี

ข้อสี่ คุณต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุนโดยการถือหุ้นหลายๆตัว ในหลายๆ อุตสาหกรรม

และข้อห้า คุณควรใช้ประโยชน์จากการได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีเงินได้ที่รัฐบาลมอบให้ ถ้าคำนวณแล้วเงินที่ได้รับคืนมานั้นคุ้มกับข้อจำกัดที่รัฐกำหนดมา

จากหลักการทั้งหมดนั้น ผมลองมาตั้งตุ๊กตาเพื่อให้คุณเห็นภาพว่าคุณจะต้องทำอย่างไร และคุณจะรวยเท่าไรจากการผ่อนส่งของคุณ โดยที่ถ้าคุณมีวินัยไม่ขาดผ่อน และไม่เฉไฉออกนอกลู่นอกทางเพราะไปฟังความเห็นของคนอื่น หรือมีความปริวิตกในภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น โอกาสที่คุณจะรวยตามที่ผมจะว่าต่อไปนั้น ผมคิดว่ามีสูงถึง 80-90% ขึ้นไป หรือถ้าจะรวยไม่ถึงจุดนั้น ผมก็คิดว่าคุณจะต้องรวยอยู่ดี
ระยะเวลาของการ ผ่อนผมตั้งไว้ 30 ปี นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี วันที่คุณจะรวยก็คือวันที่คุณเกษียณ เงินที่คุณต้องผ่อนต่อเดือนก็คือ 10,000 บาท ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นภาระเกินไป โดยเฉพาะถ้าคุณมีอายุ 30 ปี และแต่งงานช่วยผ่อนกันสองคนสามีภรรยา การผ่อนของคุณก็คือการเอาเงินไปลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 6-7 ตัวขึ้นไป โดยที่คุณจะต้องไม่ถอนออกมาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เงินผ่อนทุกงวดจะต้องอยู่ในหุ้นตลอดเวลาแม้ว่าคุณอาจจะสลับตัวหุ้นที่ลงทุนบ้าง เงินปันผลที่ได้รับมาทั้งหมดก็ต้องเอาไปลงทุนในหุ้นต่อไปห้ามเอามาใช้

ถ้าคุณศึกษาและมีความรู้ในการลงทุนเป็น Value Investor ที่ดี ซึ่งผมคิดว่าคุณน่าจะทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 12% ในวันที่คุณเกษียณผ่อนมาครบ 30 ปี คุณจะมีเงินประมาณ 28.9 ล้านบาท ชีวิตบั้นปลายของคุณน่าจะเป็นวัยทองจริงๆ

ถ้าคุณคิดว่าการเป็นนักลงทุนที่มีฝีมือเป็นเรื่องยากของคุณ แต่คุณเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทยและบริษัทบลูชิพใหญ่ๆ ว่าจะสามารถดำรงอยู่และเติบโตไปได้เรื่อยๆ คุณก็สามารถเลือกลงทุนใน หุ้นช้าง เหล่านั้นอย่างน้อย 6-7 ตัว เอาเฉพาะตัวที่เป็นอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรม ทำแบบนี้คุณน่าจะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 9% โดยเฉลี่ย ซึ่งจะทำให้คุณมีเงินประมาณ 16.4 ล้านบาท

ถ้าคุณไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหุ้นเลยและไม่กล้าตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นด้วยตัวเอง อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าสภาวะทางจิตใจพร้อมที่จะอยู่เฉยๆ เวลาหุ้นตกหนักๆ หรือเปล่า คุณสามารถที่จะเอาเงินค่าผ่อนของคุณให้บริษัทจัดการกองทุนรวมบริหารให้ โดยการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้น ซึ่งผมคิดว่าโดยทั่วไปกองทุนรวมหุ้นน่าจะสามารถทำผลตอบแทนได้ประมาณ 9% ต่อปี แต่เนื่องจากกองทุนเหล่านั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียประมาณปีละ 2% ดังนั้นผลตอบแทนที่คุณจะได้จะอยู่ที่ประมาณ 7% ต่อปี ซึ่งทำให้คุณมีเงินในวันเกษียณประมาณ 11.3 ล้านบาท โดยที่แทบไม่ต้องคิดอะไรเลย



คุณอาจจะสามารถเพิ่มความรวยของคุณได้อีก โดยการดูว่าคุณต้องจ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคคลอัตราสุดท้ายกี่ % เพราะถ้าคุณตัดสินใจจ้างกองทุนรวมบริหารหุ้นให้คุณ ส่วนเพิ่มที่ได้ก็คือภาษีที่คุณได้ลดจากรัฐบาล โดยที่คุณต้องซื้อกองทุนรวมหุ้นที่เป็น RMF หรือ LTF ซึ่งจะเพิ่มความรวยให้คุณคิดเป็น % เท่ากับผลประโยชน์ทางภาษีที่คุณได้รับ

แต่ถ้าคุณบริหารหุ้นของคุณเอง ซึ่งน่าจะทำได้ดีกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นโดยทั่วไป ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดเอาผลประโยชน์ทางภาษีซึ่งบังคับให้คุณต้องซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งในระยะยาว 30 ปีแล้ว การลงทุนเองจะทำให้คุณรวยกว่าในทุกกรณี เพราะการลงทุนเองจะทำให้คุณได้เงินอย่างน้อย 16.4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่จะได้ 11.3 ล้านบาทถึง 45%ซึ่งมากกว่าอัตราภาษีสูงสุดที่ 37%

ถ้าคุณเคยผ่อนหรือกำลังผ่อนอะไรบางอย่างที่ให้ความสุขแก่คุณในวันนี้ ลองตัดใจผ่อนเพื่อความสุขในอนาคตอีกสักอย่าง ผมคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง ที่สำคัญก็คือ ทุกครั้งที่ผ่อน มันให้ความสุข และไม่เหมือนการผ่อนค่าซื้อสินค้าเลย



คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บุคลิกภาพกับการลงทุน

ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าเราสามารถที่จะสอนคนให้เป็น Value Investor ที่เก่งกาจได้หรือไม่?  คำตอบในใจผมนั้นไม่ชัดเจน  ลึก ๆ แล้วผมคิดว่าการที่จะเป็น VI ที่เก่งมาก ๆ นั้น  ก็คงคล้าย ๆ  กับเรื่องของทักษะหลาย ๆ  อย่างที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสอนหรือการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว  แต่มันขึ้นอยู่กับยีนส์หรือบุคลิกของคน ๆ นั้นด้วย  พูดง่าย  คนบางคนนั้นจะสามารถเรียนรู้การลงทุนแบบ VI ได้ดีกว่าคนอื่นและจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว   ในขณะที่คนบางคนนั้นเรียนอย่างไรก็ไม่เข้าใจหรือทำไม่ได้   อะไรเป็นสิ่งที่จะบอกว่าเรามีองค์ประกอบที่เหมาะสมที่จะเป็น VI ได้ดีกว่าคนอื่น?  คำตอบนี้ผมคิดว่าส่วนสำคัญมาจากบุคลิกภาพของคนคนนั้นว่าเขาเป็น  “คนแบบไหน”  และเรื่องนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ เสาวภา เชาวน์ชลากร อดีตอาจารย์แนะแนวนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า  คนแต่ละคนนั้นล้วนแต่มีบุคลิกภาพเด่นที่สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 6 กลุ่มด้วยกัน  และแต่ละกลุ่มนั้นก็จะเหมาะกับงานหรือการเรียนแต่ละสาขา  คนที่มีบุคลิกหนึ่งแต่ไปเรียนหรือทำงานในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกันนั้นมักจะไม่ประสบความสำเร็จ   และในบทความนี้  ผมก็ถือโอกาสนำมาประยุกต์เพื่อที่จะดูว่าคนแต่ละแบบนั้นเหมาะสมกับการลงทุนมากน้อยแค่ไหน
เริ่มจากกลุ่มที่ 1 ซึ่งก็คือ  คนที่มีบุคลิกภาพแบบสังคม หรือ Social Type  นี่คือคนที่ชอบติดต่อเกี่ยวข้องกับผู้คน  ชอบสนทนา   ชอบแสดงตัว  มีความเป็นมิตร  รื่นเริง  มีทักษะทางภาษา  ต้องการความสนใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่น  มักหลีกเลี่ยงการใช้ความคิดเชิงปัญญา  มักจะแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงความรู้สึกและการใช้สัมพันธภาพระหว่างบุคคล  หลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์กลไกและวิทยาศาสตร์  ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือ  เป็นคนที่มีบุคลิกภาพของ  “ความเป็นผู้หญิง”  ในความคิดของผมแล้ว  คนที่มีบุคลิกภาพนี้อย่างโดดเด่นนั้น  คงไม่ใคร่ เหมาะสมกับการเป็นนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นแบบ VI นัก  เนื่องจากเขาหรือหล่อนจะไม่ค่อยสนใจที่จะวิเคราะห์หาเหตุผลที่เป็นความจริงของบริษัท  พวกเขามักจะไม่สนใจเรื่องของตัวเลขทางธุรกิจหรือความมั่งคั่งมากนัก  ถ้าจะให้แนะนำก็คือ  ควรจะลงทุนผ่านกองทุนรวมจะดีกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง
  กลุ่มที่สองคือบุคลิกแบบกล้าคิดกล้าทำหรือ Enterprising Type  นี่คือคนที่มีลักษณะของการเป็นผู้นำ  มีความคิดริเริ่มและมีความเชื่อมั่นในตนเอง  กล้าถกเถียงโต้แย้ง  กล้าได้กล้าเสีย  ชอบผจญภัยพร้อมที่จะเสี่ยงพร้อมที่จะทดลอง  มีความเป็นอิสระ  อยากมีอำนาจและมีความก้าวร้าวทางวาจา  มีทักษะในการเจรจาต่อรองและลงทุน  มักหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ที่ต้องใช้กำลังความคิดเชิงปัญญาในระยะที่ยาวนาน  พวกเขาชอบการวางแผนและการสมาคม  ชอบการท่องเที่ยว  ชอบความเป็นระเบียบและรักษาประเพณี  ชอบพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น  เป็นคนทำตามอารมณ์ตนเอง  ถ้าจะพูดง่าย ๆ  ก็คือคนกลุ่มนี้เหมาะกับการทำธุรกิจหรือการลงทุนที่ต้องการการบริหารงาน บริหารคน  และการใช้ความคิดและการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีความเสี่ยง  ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้สามารถเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ยากแต่แนวทางการลงทุนนั้น  คงจะเป็นแนวเทรดหรือการซื้อมาขายไปมากกว่าที่จะเป็นนักลงทุนระยะยาว  การลงทุนของพวกเขานั้น  คงจะออกแนว  “ก้าวร้าว” กล้าได้กล้าเสียและสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสถานการณ์  สไตล์การลงทุนของพวกเขานั้น  บางครั้งก็เป็นแบบ VI แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ใช่
กลุ่มที่ 3 คือบุคลิกภาพแบบอนุรักษ์นิยมหรือ Conventional Type  คนที่มีบุคลิกแบบนี้มักชอบกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมและกิจกรรมทางภาษา  ยึดถือประเพณีดั้งเดิม  ชอบทำตามระเบียบแบบแผนมากกว่าคิดริเริ่มด้วยตนเอง  ให้คุณค่ากับการเป็นเจ้าของวัตถุหรือเป็นพวกวัตถุนิยมและเจ้าระเบียบ  ไม่ยืดหยุ่น  ชอบบทบาทของการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา  มีลักษณะเป็นผู้ตามชอบลอกเลียนแบบ  มีความรับผิดชอบ  และเป็นคนที่ยอมตามและพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น  เป็นคนบึกบึนสู้งานและชอบสนุกสนาน  ถ้าจะพูดโดยสรุปก็คือ  พวกเขาน่าจะเป็น  “คนธรรมดา”  ที่ยึดถือระเบียบและคุณค่าทางสังคมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ  พวกเขาเหมาะกับการเป็น “มนุษย์เงินเดือน”  ระดับกลางซึ่งผมคิดว่าอาจจะไม่ได้มีความโดดเด่นของบุคลิกที่จะมาเป็นนักลงทุนแบบ  “VI ผู้มุ่งมั่น”  ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่หรูมาก  อย่างไรก็ตาม  เขาก็น่าจะสามารถลงทุนโดยใช้หลักการ VI ที่เหมาะสมกับตนเอง  เช่น  ลงทุนระยะยาวในกิจการที่ดีหรือลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีเป็นต้น
กลุ่มที่ 4 คือบุคลิกภาพแบบจริงจังหรือ Realistic Type นี่คือคนที่ชอบกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลัง  ชอบทำงานอยู่กลางแจ้ง  กิจกรรมที่ไม่สลับซับซ้อน  กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของ เช่น เครื่องจักรกลต่าง ๆ   มีความอดทน บึกบึน  กล้าแสดงผลงาน  พวกเขาจะขาดทักษะทางภาษา  ขาดทักษะทางการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและมักหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสังคมกับบุคคลอื่น  ค่อนข้างก้าวร้าว  มีค่านิยมทางการเมืองและเศรษฐกิจในรูปแบบที่มีระเบียบแบบแผน  ยึดถือประเพณีนิยม  นิยมสิ่งที่เป็นรูปธรรมและลักษณะภายนอกของคนเช่น  เงิน  อำนาจ  สถานภาพทางสังคม  ถ้าจะพูดก็คือ  เป็นคนที่มีลักษณะของ  “ความเป็นชาย”  สูง  งานที่เหมาะนั้นน่าจะเป็นงานทางด้านวิศวกรรม  กีฬา หรือทหารตำรวจ  เป็นต้น  ส่วนการลงทุนเองนั้น  จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่น่าจะเหมาะเท่าไร  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะพวกเขานั้นอาจจะมีความเข้าใจมิติทางด้านคุณภาพน้อยเกินไปแม้ว่าความชำนาญด้านตัวเลขอาจจะดี
กลุ่มที่ 5 คือ บุคลิกภาพแบบสืบสวนสอบสวนหรือ Investigative Type นี่คือผู้ที่ชอบคิด สังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ชอบแก้ปัญหา ใฝ่รู้อย่างมีหลักการ  สนใจการจัดระบบ  การทดลองด้านกายภาพ ชีวภาพและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเพื่อที่จะได้เข้าใจและควบคุมปรากฏการณ์นั้น  ชอบทำงานที่สลับซับซ้อน  ชอบคิดมากกว่าที่จะลงมือทำ  ไม่ติดประเพณีนิยม เลี่ยงงานประเภทค้าขาย การเข้าสังคม  และไม่ชอบเลียนแบบ  มีความเชื่อมั่นในตนเอง  มีความคิดเห็นรุนแรง  มีความมานะบากบั่น อุทิศเวลาให้กับงาน  เก็บตัว  ไม่ใคร่สนใจสังคม  อาชีพที่เหมาะกับบุคลิกประเภทนี้น่าจะรวมถึงนักวิทยาศาสตร์  แพทย์  นักค้นคว้าวิจัยซึ่งรวมถึงนักวิเคราะห์หุ้น  และนี่คือบุคลิกที่ผมคิดว่าเหมาะกับการเป็น VI พันธุ์แท้มากที่สุด  และจากประสบการณ์ของผมรวมถึงที่เคยศึกษานักลงทุน VI ระดับโลก  ก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ชอบศึกษาและเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ  มากมายหลากหลาย  ว่าที่จริงหลายคนนั้นมีความรู้และความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องอื่น ๆ  โดยเฉพาะในทางสังคมอาจจะเท่า ๆ  กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นด้วยซ้ำ  เพียงแต่ชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนนั้นมากกว่าจึง “กลบ” ความรู้ด้านอื่นหมด
กลุ่มสุดท้ายก็คือ  บุคลิกภาพแบบศิลปินหรือ Artistic Type คือคนที่ชอบทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนามธรรม เป็นอิสระ มีสุนทรีย์  รักความงาม  มีความเป็นตัวของตัวเองสูง  ชอบใช้ชีวิตและทำกิจกรรมตามลำพัง   ไม่ควบคุมตนเอง  มักจะทำสิ่งต่าง ๆ  ตามที่ใจปรารถนา   มีความต้องการที่จะแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตัวของตน  ไม่ชอบเลียนแบบ   มีความคิดริเริ่ม  หลีกเลี่ยงงานประเภทที่ใช้ระเบียบแบบแผน   คนที่มีบุคลิกแบบนี้ผมคิดว่าคงยากที่จะเป็นนักลงทุนไม่ต้องคิดถึงว่าจะเป็น VI
ก่อนที่จะจบ  ผมคงต้องพูดว่าทุกคนนั้นต่างก็มีบุคลิกหลาย ๆ  อย่างอยู่ในตัว  เพียงแต่ว่าบางคนจะมีบุคลิกบางอย่างสูงกว่าบุคลิกอื่นมาก  และถ้าเป็นแบบนั้น  เราก็จะเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคน  “แบบไหน”  และก็มีโอกาสว่าเขาจะมีความสามารถในบางเรื่องมากกว่าคนอื่นโดยทั่วไป  สำหรับ VI แล้ว  คนที่จะได้เปรียบก็คือ  คนที่มีบุคลิกแบบสืบสวนสอบสวน  ที่ชอบตั้งข้อสงสัยและหาคำตอบว่าทำไมหุ้นตัวนั้นจึงน่าสนใจ  น่าซื้อหรือน่าขาย  ส่วนคนที่ไม่ได้มีบุคลิกนี้แบบชัดเจนก็ต้องตระหนักว่า  ถ้ารักจะลงทุนแบบ VI  เราก็ต้อง “ดึง” บุคลิกนี้ที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ให้มากที่สุด              
ทีมาจาก ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร.
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง เพื่อจะได้ส่งต่อความรู้นี้และเก็บไว้ศึกษาให้ชำนาญยิ่งขึ้น

Wednesday, December 17, 2014

Sunday, December 7, 2014

Thursday, December 4, 2014

Ice­land as coolest place to visit=>Forbes se­lects

Forbes mag­a­zine has put Ice­land at the top of the list of the ten coolest placest to visit in 2015. Lux­ury travel man­ager Owen Gad­dis se­lected the places on the list. As rea­sons to visit Ice­land he cites De­plar Farm, a new lux­ury re­sort open­ing in north Ice­land in 2016.