Friday, January 2, 2015

กราบ 9 พระงามคู่กรุงเทพฯ


พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
        วันสิ้นสุดปีเวียนผ่านมาถึงอีกครั้ง นำพาเอาปีใหม่ สิ่งใหม่ และสิ่งดีๆ ทั้งหลายเข้ามาสู่ชีวิต หากใครต้องการต้อนรับปีใหม่ปี 2558 นี้ด้วยความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตามวิถีของชาวพุทธ ขอแนะนำการไหว้พระ ทำจิตใจให้ผ่องใสในวันเริ่มต้นปี กับ 9 วัด และ 9 พระงาม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของกรุงเทพฯ ที่อยากแนะนำให้ไปกราบสักการะกัน 

พระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง
        “พระแก้วมรกต” วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
       
       รับมงคลปีใหม่ด้วยการไหว้สักการะพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต” ที่วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2321 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ส่งกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางจากเวียงจันทน์มายังกรุงธนบุรี จากนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงย้ายราชธานีมายังฝั่งกรุงเทพฯ ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้ว
       
       นอกจากนั้นรัชกาลที่ 1 ก็ยังได้สร้างเครื่องทรงของพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นเครื่องทรงฤดูร้อนและฤดูฝนถวาย และมาถึงในสมัยของรัชกาลที่ 3 พระองค์ก็ได้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่งเป็นอันครบ 3 ฤดู ในขณะนี้พระแก้วก็กำลังทรงเครื่องฤดูหนาว จะเปลี่ยนเป็นเครื่องทรงฤดูร้อนอีกทีก็ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งเป็นงานพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์หรือผู้แทนพระองค์จะเสด็จมาทำพิธีเอง 

พระพุทธเทวปฏิมากรแห่งวัดโพธิ์
        “พระพุทธเทวปฏิมากร” วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
       
       “พระพุทธเทวปฏิมากร” เป็นพระพุทธรูปงามในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ที่วัดศาลาสี่หน้า หรือวัดคูหาสวรรค์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์รวมถึงสร้างพระอุโบสถใหม่ แล้วจึงให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ พร้อมทั้งยังได้ทรงถวายพระนามใหม่ว่า "พระพุทธเทวปฏิมากร" อันหมายถึงพระพุทธรูปที่งดงามราวกับเทวดามาสร้างไว้ เนื่องจากพระพุทธเทวปฏิมากรนี้เป็นพระพุทธรูปโบราณมีลักษณะอันงดงามยิ่งนัก
       
       นอกจากจะได้กราบพระประธานที่งดงามแล้วก็ยังจะได้กราบพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่บรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระพุทธเทวปฏิมากร นอกจากนั้นยังมีคำเล่าสืบต่อกันมาว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพระอุณาโลมถวายพระพุทธเทวปฏิมากรด้วย 

หลวงพ่อพระร่วงทองคำ
        “หลวงพ่อพระร่วงทองคำ” วัดมหรรณพาราม
       
       “หลวงพ่อพระร่วงทองคำ” เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่มีความงามเป็นอย่างยิ่ง องค์พระประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารวัดมหรรณพาราม หลวงพ่อพระร่วงทองคำแต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดโคกสิงคาราม อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี แต่ต่อมากรมหมื่นอุดมรัตนราษี หรือพระองค์เจ้าอรรณพ พระราชโอรสในสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นและรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ทางเมืองเหนือเสาะหาพระพุทธรูปใหญ่มาประดิษฐานเป็นพระประธาน ครั้นได้พบก็ทรงรับสั่งให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้ทันกับการฉลองพระอุโบสถและผูกพัทธสีมา แต่การเดินทางล่าช้า ไม่ทันกำหนดเวลาที่พระอุโบสถสร้างเสร็จ ภายหลังจึงสร้างพระวิหารให้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระร่วงตั้งแต่นั้นมา
       
       พระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยโลหะผสมทองคำมากถึง 60% องค์พระมีรอยต่อ 9 แห่งโดยมีหมุดเป็นเครื่องเชื่อมที่รอยต่อ กราบพระร่วงทองคำมองเห็นพระพักตร์อิ่มเอิบเหมือนยิ้มนิดๆ นิ้วพระหัตถ์เรียวงาม มีคนมากราบไหว้ท่านอยู่เสมอ และคนที่ต้องการบนบานก็มักจะถวายลูกตระกร้อและว่าวเป็นของบูชา

พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศน์
        “พระศรีศากยมุนี” วัดสุทัศนเทพวราราม
       
       "วัดสุทัศนเทพวราราม" ได้ชื่อว่าเป็นวัดมีการจัดผังวัดได้เหมาะสม และนอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปงดงามอย่าง "พระศรีศากยมุนี" พระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดสมัยสุโขทัยอายุกว่า 600 ปี เป็นพระประธานในพระวิหารหลวง พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย ต่อมารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ยังวัดสุทัศน์ฯ เพื่อเป็นหลักแก่บ้านเมือง และพระองค์มีพระราชศรัทธาถึงขนาดเดินด้วยพระบาทเปล่าเพื่อแห่องค์พระศรีศากยมุนีจากท่าช้างมายังวัดสุทัศน์ฯ อีกด้วย
       
       หากใครได้เข้ามากราบพระในพระวิหารแล้ว ก็อย่าลืมเดินอ้อมมาด้านหลัง เพื่อชมแผ่นหินแกะสลักสมัยทวารวดี มีอายุกว่า 1,000 ปีแล้ว แผ่นหินนี้แกะสลักเป็นภาพนูนต่ำเป็นเรื่องราวตอนที่พระพุทธเจ้าเทศนาโปรดพระพุทธมารดาและแสดงยมกปาฏิหาริย์ งดงามทั้งองค์พระและภาพแกะสลักเลยทีเดียว 

พระพุทธสิหังคปฏิมากร
        “พระพุทธสิหังคปฏิมากร” วัดราชประดิษฐ์
       
       "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" เป็นวัดที่เล็กที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ก็มีความสำคัญตรงที่เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นด้วยเหตุผลตามโบราณราชประเพณีที่ถือกันว่า เมืองหลวงจะต้องมีวัดสำคัญ 3 วัด ด้วยกัน คือวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์
       
       สิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัดนี้นั้นตั้งอยู่บนฐานไพทีทั้งหมด คือพระวิหาร พระปาสาณเจดีย์ หอไตร ปราสาทพระจอม สำหรับพระวิหารนั้นทำหน้าที่เป็นพระอุโบสถด้วย ภายในมีพระประธานนามว่า "พระพุทธสิหังคปฏิมากร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดเล็กพอเหมาะกับพระวิหาร ประดิษฐานอยู่ในบุษบก โดยรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างจำลองขึ้นจากพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปที่พระองค์ทรงโปรดในพุทธลักษณะอันงดงาม รวมทั้งมีพระราชศรัทธาเป็นพิเศษ และเบื้องหลังพระประธานก็ยังมีบุษบกน้อยอีก 3 องค์ที่จำลองเอาพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราชมาไว้ด้วย ส่วนเบื้องหน้าพระประธานมีครอบแก้วเล็กๆ ประดิษฐานพระนิรันตรายไว้อีกด้วย 

พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆัง
        พระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆัง
       
       “วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร” เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางหว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่าวัดระฆังโฆสิตาราม
       
       วัดแห่งนี้นอกจากจะมี “หลวงพ่อโต” หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรังสี) เป็นพระเกจิดังแห่งยุคที่มีคนศรัทธาไปกราบไหว้มากมายแล้ว ในพระอุโบสถยังมีพระพุทธรูปงดงามไม่ควรพลาดชมอีกด้วย สำหรับพระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังนี้มีเรื่องเล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยตรัสว่า "ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที..." น่าจะเป็นเพราะพระพักตร์ของพระพุทธรูปที่อ่อนโยนและเมตตา ทำให้เห็นเป็นเช่นนั้น จึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้กันต่อมาว่าพระประธานยิ้มรับฟ้านั่นเอง 

พระพุทธชินสีห์และพระสุวรรณเขต
        “พระพุทธชินสีห์-พระสุวรรณเขต” วัดบวรนิเวศวิหาร
       
       ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศ มีพระพุทธรูปประธานขนาดใหญ่ 2 องค์อยู่คู่กัน นั่นก็คือ “พระพุทธชินสีห์” และ “พระสุวรรณเขต” 
       
       สำหรับพระพุทธชินสีห์ เป็นพระพุทธรูปประธานที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าศรีธรรมปิฎก เจ้าเมืองนครเชียงแสน ทรงหล่อขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินราชและพระศาสดา เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในหัวเมืองฝ่ายเหนือ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจึงทรงอัญเชิญมาประดิษฐานในมุขหลังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ถึงรัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ
       
       ส่วนพระสุวรรณเขต หรือพระโต เป็นพระพุทธรูปหล่อโบราณลักษณะแบบพระขอม กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพได้ทรงอัญเชิญจากสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ด้านหลังพระพุทธชินสีห์จนถึงปัจจุบัน 

พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฎฐ์ วัดชนะสงคราม
        “พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฎฐ์” วัดชนะสงคราม
       
       ชื่อ “วัดชนะสงคราม” ได้มาหลังจากที่สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ 1 ทรงมีชัยชนะในสงคราม 9 ทัพ และได้กรีฑาทัพกลับพระนคร ในครั้งนั้นพระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2330 ถวายเป็นพระอารามหลวงแก่รัชกาลที่ 1 ซึ่งพระองค์ก็ได้พระราชทานนามให้ใหม่ว่า "วัดชนะสงคราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรทรงมีชัยชนะในการรบกลับมา
       
       พระอุโบสถของวัดชนะสงครามนั้นงดงามไม่แพ้วัดไหน เพราะเป็นฝีมือของช่างวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1 ด้านในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานนามว่า "พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฎฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดม บรมศาสดาอนาวรญาณ" พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย โดยแต่เดิมองค์พระมีขนาดเล็กกว่านี้ แต่สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงถอดฉลองพระองค์ลงยันต์ (เสื้อยันต์) คลุมองค์พระถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมาช่างก็ได้โบกปูนทับทำให้องค์พระใหญ่ขึ้นดังเช่นที่เห็นกันในปัจจุบัน 
หลวงพ่อทองคำศักดิ์สิทธิ์ วัดหงส์รัตนาราม
        “หลวงพ่อทองคำศักดิ์สิทธิ์” วัดหงส์รัตนาราม
       
       วัดหงส์รัตนาราม เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลายที่มาบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เดิมชื่อวัดเจ้าขรัวหงส์ ตั้งตามชื่อของเศรษฐีจีนซึ่งเป็นผู้สร้างวัด
       
       สำหรับพระงามที่จะชวนมากราบไหว้ที่วัดหงส์นี้ก็คือพระพุทธรูปทองคำโบราณที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารด้านข้างพระอุโบสถ ชาวบ้านบริเวณนั้นเรียกว่า “หลวงพ่อทองคำศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยฝีมือประติมากรชั้นเยี่ยม โดยพระพุทธรูปทองโบราณเดิมนั้นองค์พระถูกพอกด้วยปูนปั้นประดิษฐานอยู่ในพระวิหารซึ่งชำรุดทรุดโทรมหักพังใช้การไม่ได้จนคนทั้งหลายเรียกว่าวิหารร้าง แต่ต่อมาปูนที่พอกพระพุทธรูปไว้ได้แตกกระเทาะออก ทำให้เห็นว่าภายในเนื้อปูนนั้นเป็นองค์พระพุทธรูปทองสีสุกเนื้อทองโบราณ บริเวณฐานพระมีตัวอักษรสมัยอู่ทองจารึกอยู่ลักษณะองค์พระถือเป็นแบบอย่างพุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง

สาธุ สาธุ สาธุ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิืทั้งหลายที่อยู่ในณ.ที่นี้ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ขอได้โปรดดลบันดาล ให้ชีวิตข้าพเจ้า ครอบครัวของข้าพเจ้า คุณพ่อคุณแม่ คุณพี่ๆๆและครอบครัวของพี่ๆทุกๆคน ลูกๆหลานๆ ขอจงได้มีแต่ความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป คิดสิ่งใด หวังสิ่งใดขอให้สมหวังดั่งตั้งใจไว้ทุกๆประการ มีโชคลาภ เฮ็งๆรวยๆ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาว เจอแต่กัลยานิมิตรที่ดีด้วยเทอญ /ll\

บทสวด...พิชิตความสุข


ชี้ช่องรวย! เปิดเคล็ดลับทำบุญปี 58 ทำยังไงถึงจะเฮง

กลายเป็นหมอดูชื่อดังที่ใครก็เรียกหา สำหรับ “หมอขวัญ แม่นเวอร์” โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่เหล่าดาราต่างตบเท้าเข้ามาให้หมอขวัญเจาะดวงให้เพียบ ขาประจำก็นางเอกสุดฮอต “แพนเค้ก เขมนิจ” ด้วยวิธีการดูดวงที่มหัศจรรย์โดยการใช้หลักโหราศาสตร์มาบวกกับการนั่งสมาธิแล้วใช้ตาที่สาม หรือที่เรียกว่าฌานพิเศษดึงดวงขึ้นมาดู เห็นเป็นภาพอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นภาพสไลด์ขึ้นมาเป็นฉากๆ เท่านั้นไม่พอยังสามารถบอกได้ด้วยว่าใครซวยเรื่องอะไรต้องแก้แบบไหน ครบเครื่องจนใครหลายคนการันตีความแม่นยำว่าเด็ดดวง ปีใหม่แล้วใครอยากดวงดีหมอขวัญมีเคล็ดลับทำบุญยังไงให้เฮงให้รวยมาฝากจะได้โชคดีตลอดทั้งปี
       
       เจาะดวงปี 58 เมืองไทยดีขึ้นผิดหูผิดตา การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเฟื่องฟู
       “ปี 58 บ้านเราจะดีขึ้นกว่าปี 57 เท่าตัว เศรษฐกิจดีขึ้น การงานมีการหมุนเวียนขึ้น คนไม่ทะเลาะกัน ดวงเมืองดีขึ้น สีเขียวจะดีไปอีกนาน บ้านเมืองสงบอีกนานครับ ส่วนทางใต้เป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้วเรียกว่าทรงตัว แต่จะน้อยลงกว่าปี 57 ปี 58 การค้าระหว่างประเทศดีขึ้น ไทยจะมีการติดต่อซื้อขายระหว่างเขมร ลาว และพม่า และคนไทยจะไปลงทุนที่ต่างชาติด้วย มีการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเงินตรากันตลอด ปี 58 ไทยเรากับประเทศเพื่อนบ้านจะสมานฉันท์กันไม่มีเหตุขัดแย้งทั้งภายในภายนอกเพราะท่านนายกฯประยุทธ์เอาอยู่ แล้วดวงท่านก็ดีอีกอีกหลายปีและดวงแข็งด้วยเป็นดวงแม่ทัพ”
       
       “ปี 58 คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าส่งออกจะดีมาก เกี่ยวกับน้ำดื่มจะดีมากเพราะปีหน้าธาตุน้ำดี และพวกเหล็กอะไหล่นำเข้าส่งออกดี เกษตรกรรมถ้าเป็นด้านข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา จะดีขึ้น แต่ทำนาไม่ค่อยดีเหมือนเดิม วงการบันเทิงจะมีซุป’ตาเกิดขึ้นอีก และจะมีดาวรุ่งคล้ายๆ เจมส์ จิ เกิดขึ้นมาเป็นผู้ชาย และจะมีข่าวดาราหญิงชื่อดังแต่งสายฟ้าแลบ มีละครดีๆ เกิดขึ้น และจะมีเรื่องให้นักข่าวได้ฮือฮาตลอดให้นักข่าวเหนื่อยขึ้น”
       
       ยิ้มรอเลยจ้า คนเกิดปีนี้ดวงดีสุดๆ
       “ปี 58 คนที่เกิดปีเถาะกับปีวอกจะดีขึ้นมากอย่างเร็วมาก สองปีนี้จะได้เงินอย่างไม่คาดฝัน ได้เงินที่เป็นลาภลอย หน้าที่การงานดีขึ้นดวงดีขึ้น ราศีที่ดีมากคือราศีตุลย์ ราศีกรกฏ ราศีกันย์ รวยขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ รวยขึ้นแบบคาดไม่ถึง เช่น อยู่ๆ ขายที่ได้ 100 ล้าน ถ้าเป็นดาราก็อยู่ๆ ได้โฆษณา 10 ล้าน”
       
       สยองคนเกิดปีฉลู-ปีมะแม-ปีจอ-ปีมะโรง ชงเต็มๆ แก้ยังไงมีคำตอบ
       “ปีที่ไม่ดีชง 100% คือ ปีฉลู ปีมะแม ชง 75% ปีจอ ชง 50% แล้วก็ ปีมะโรง ชง 25% แต่บางครั้งคนที่ปีชงก็ไม่เป็นอะไรนะถ้ารู้จักวิธีแก้ก่อนถึงปีหน้า ก็คือ หนึ่งให้ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ ตรงสี่แยกคอกวัว สองไหว้พระแก้วมรกตบ้านเราศักดิ์สิทธิ์มาก และวัดมังกร (วัดเล่งเน่ยยี่) ไหว้สามที่นี้เอาอยู่เลย ตอนไหว้ให้พูดออกเสียงอย่าพูดในใจ เพราะท่านฟังอยู่ ให้บอกชื่อเรา ข้าพเจ้าชื่อ - นามสกุล ขอกราบสถานที่แห่งนี้พูดชื่อสถานที่ที่ไปไหว้ ปีหน้าข้าพเจ้าเข้าสู่ปีชงขอให้ท่านช่วยปัดเป่าให้ข้าพเจ้าพบแต่ความสุขความเจริญ อย่าได้มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางในเรื่องของโชคลาภ ขอให้ข้าพเจ้าเดินทางปลอดภัยด้วยเทอญ แม้กระทั่งเวลาไปทำบุญต่างประเทศก็ให้พูดเหมือนกันและต้องบอกด้วยว่าเรามาจากประเทศไหน บ้านเลขที่เท่าไหร่ นี่คือสูตรของหมอขวัญต้องละเอียด สำหรับคนที่ปีชงให้ไหว้ก่อนแล้วช่วงก่อนตรุษจีนให้ไปไหว้ซ้ำอีกครั้งสามที่เหมือนเดิม ส่วนปีที่เหลือคือกลางๆ ไม่เสีย”
       
       ชี้ทางรวย เปิดเคล็ดลับทำบุญเปิดดวงโกยเงิน ให้เฮงเร็วทันใจ
       “ให้ไปไหว้ศาลหลักเมืองของจังหวัดนั้นๆ ที่ตนเองอยู่ ไหว้องค์พระแก้วมรกต ถ้าเป็นคนบันเทิงให้ไหว้พระพิฆเนศที่แยกห้วยขวางดีมาก และไหว้พระพรหมเอราวัณ ไหว้สี่ที่นี้จะดีมาก เมื่อคุณมีวาสนาแล้วคุณต้องรับวาสนาด้วยไม่งั้นป่วย ตาย อย่างเวลาคนที่ถูกลอตเตอรีเยอะๆ แล้วตายนั่นคือไม่ได้รับวาสนา มัวแต่หลงระเริงกับมันอยู่ เราต้องทำบุญใหญ่ก่อนใช้เงินนั้น อันนี้เป็นเคล็ดนะสำหรับคนที่ถูกลอตเตอรี่เยอะๆ ให้เอาเงินไปเข้าบัญชีไว้แล้วถอนเงินออกมาแล้วเอาไปทำบุญทำบุญกับอะไรก็ได้ตามที่อยากทำแล้วค่อยเอาเงินมาใช้”
       
       “ปี 58 เป็นปีแห่งพญานาค กับองค์พระพรหมเอราวัณ บ้านเรา จริงๆ กระแสพญานาคเริ่มตั้งแต่ปีนี้แล้วล่ะ เห็นมั้ยว่ามีกระแสพญานาคเยอะขึ้น คนจะเริ่มหลั่งไหลไปไหว้แถวหนองคาย แถวเขตที่มีพญานาค เพราะพญานาคเวลาให้ทรัพย์ให้เงินจะให้เยอะมาก ก็จะเป็นปีที่คนพูดถึงพญานาคมากขึ้น เน้นเลยให้ไปไหว้สองสิ่งนี้จะดีมาก ส่วนวิธีทำบุญทั่วไปคือเราต้องทำบุญกับพระในบ้านก่อน คือ พ่อแม่ให้ท่านกินให้อิ่มก่อน หรือเราล้างเท้าพ่อกับแม่แล้วให้พ่อแม่อวยพรให้เรา คำพูดของพ่อแม่เราเป็นเหมือนวาจาสิทธิ์ ให้รวยก็รวยเลย ให้โชคดีก็โชคดีเลย”
ที่มา:ผู้จัดการออนไลน์

7 พฤติกรรมทำแล้วอายุสั้น

ทำแบบนี้…สั้นแน่ ทางแก้ก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้อายุสั้นดังต่อไปนี้…
1. นอนดึก เพราะการนอนดึกทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมาหรือหลั่งออกมาน้อยเกินไป และเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เนื่องจากคนนอนดึกมักจะหิวและต้องหาอะไรมารับประทาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน
2. สูบบุหรี่และดื่มสุรา ทั้งสองสิ่งนี้ส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในและภายนอก ปอดและตับทำงานหนัก ทำให้แก่เร็วและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
3. เครียดจัด หรือเป็นโรคเครียดเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง อีกทั้งยังบั่นทอนชีวิตในทุกมิติ ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว และหน้าที่การงาน
4. ทานของร้อนจัด เช่น ชาร้อนหรือกาแฟร้อน ถ้าไม่ระวังอาจจะไปลวกเซลล์หลอดอาหารจนอักเสบ และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัด รอให้อยู่ในระดับอุ่นๆ ก็พอ
5. กลั้นปัสสาวะ อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าน้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นจะทำให้กระเพาะปัสสาวะสะสมสิ่งเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดมะเร็ง หรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
6. เสพติดรสเค็ม มีงานวิจัยพบว่าคนที่ชอบกินอาหารเค็มจะมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่าคนที่กินอาหารรสจืด ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชอบของเค็มให้ลดน้อยลงก่อนที่จะสายเกินไป
7. ตากแดดบ่อยและนาน เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง เพราะแสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นเซลล์ให้แบ่งตัวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นได้ วิธีป้องกันคือหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแดดที่แรงจัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทาครีมกันแดด กางร่ม หรือใส่เสื้อผ้าปกคลุมให้มิดชิด

Thursday, January 1, 2015

ท่าออกกำลังกายและผัก-ผลไม้ทานคู่กัน










ใครมีชีวิต หดหู่ ท้อถอย อยากฆ่าตัวตาย.... แล้วคุณจะเปลี่ยนใจ

เมื่อวันก่อน ได้มีโอกาสตามคุณหมอท่านหนึ่งไปเยี่ยมคุณป้าซึ่งป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องจากใช้ยาแก้ปวดซึ่งมีส่วนผสมของสเตียรอยด์มากเกินขนาด  ตอนนี้อาการรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถขยับตัวได้เลย มีเพียงลูกชายวัย 18 ปี ที่คอยดูแลคุณป้า คุณป้าท่านนี้ก็คือคุณป้าประนอม และน้องบอม ลูกชายวัย 18 ปี สุดยอดลูกกตัญญู ที่เคยเป็นข่าวดังเมื่อประมาณเดือนกรกฎคมที่ผ่านมา และมีผู้ให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

เมื่อได้เข้าไปสัมผัสพูดคุยกับคุณป้าประนอม และน้องบอมจริงๆ ก็อดที่จะรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ เมื่อได้เข้าไปในบ้านก็ได้พบกับคุณป้าประนอม นอนตัวแข็งอยู่บนเตียง ใบหน้าซูบผอม แขนขาลีบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เหลือเพียงปากที่ขยับได้
เมื่อส่งเสียงทักทายออกไป คุณป้าก็ได้ตอบกลับมาว่า "ใครมาน่ะ ให้ยื่นหน้าเข้ามาหาหน่อย มองไม่เห็น ขยับคอบ่ได้"

จากการที่ได้พูดคุยพบว่า คุณป้าได้แต่นอนบนเตียงขยับไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่หันหน้า มองเห็นแต่เพดาน กินได้แต่ข้าวต้มหรืออาหารเหลว เพราะอ้าปากมากไม่ได้ กลางวันจะต้องอยู่บ้านคนเดียว เพราะลูกชายต้องออกไปเรียนหนังสือ

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มียุงบินมาเกาะที่หางคิ้วคุณป้า คุณป้าก็บอกให้เอาออกให้หน่อยยุงมันกัด ก็เลยถามว่า แล้วถ้าพวกหนูไม่อยู่ ป้าจะทำยังไง คำตอบที่ได้คือ ก็ปล่อยให้ยุงมันกัด ฟังแล้วก็ได้แต่คิดในใจ ขนาดเรามีมือปัดยุงออกไปได้ ยังรู้สึกรำคาญแทบตาย แล้วกับคุณป้า ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จะทรมานขนาดไหน เศร้า

โดยส่วนตัว คิดว่าอาการของคุณป้า หนักยิ่งกว่าผู้ป่วยอัมพาตเสียอีก เพราะว่าผู้ป่วยอัมพาตยังให้ผู้อื่นขยับตัวให้ได้ พาไปไหนมาไหนได้ แต่คุณป้าขยับตัวแทบไม่ได้เลย แม้จะให้ผู้อื่นขยับให้ก็ตาม เพราะจะเจ็บมาก จะเช็ดตัวเปลี่ยนผ้าอ้อมทีก็ต้องให้คนที่รู้จังหวะทำ ซึ่งก็คือน้องบอมคนเดียวเท่านั้น คุณป้าจะได้ไม่เจ็บ

มาถึงตอนพูดคุยกับน้องบอมบ้าง น้องบอมเล่าว่า ตนเองต้องทำอาหารกินเองตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ (นึกในใจ เรา 7 ขวบ ยังร้องไห้ อยากกินไอติมอยู่เลย) หลังเลิกเรียนต้องออกไป หาหนูนา หาปลามาขายเพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว ไม่มีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ    ด้วยความที่น้องบอมเป็นเด็กเรียนดี เกรดเฉลี่ย 3.70 มีผู้ใหญ่ใจดีอยากให้ทุนการศึกษามากมาย แต่น้องบอมก็ไม่รับ บอกว่าอยากเข้าวิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี  พอถามว่าทำไม ก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่อยากไปเรียนไกล กลัวไม่มีคนดูแลแม่ กลัวคนอื่นทำแม่เจ็บ"

การไปเยี่ยมบ้านคุณป้าประนอมในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกประทับใจ จากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจคุณป้าและน้องบอม กลับกลายเป็นว่าพวกเราได้รับกำลังใจดีดีกลับมาแทน คำพูดทั้งหลายที่เตรียมไปให้กำลังใจ รู้สึกได้ว่ามันไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาเลย
คุณป้าประนอม ผู้ที่เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง น่าจะมีชีวิตที่ลำบาก ทรมาน น่าสงสาร แต่ก็ต้องทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนทุกคนแปลกใจ เพราะแววตาของคุณป้าที่สื่อออกมานั้น ไม่มีแววของความเศร้าหมองเลยแม้แต่น้อย มีแต่รอยยิ้มและแววตาที่สดใส

น้องบอม ชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตากรรม ไม่เคยย่อท้อต่อชีวิต ไม่เคยต้องเสียน้ำตาให้กับโชคชะตาที่เล่นตลก แล้วเราล่ะ เสียน้ำตามากี่ครั้งแล้ว ให้กับเรื่องไร้สาระที่เราคิดว่ามันยิ่งใหญ่

นี่เป็นเรียงความที่น้องบอมเขียนเพื่อขอรับทุนการศึกษา ทำให้อาจารย์ที่โรงเรียนทราบเรื่องราว และช่วยกันเผยแพร่ ทำให้น้องบอมและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือ

สุดท้ายนี้ก็ขอมาแบ่งปันเรื่องราวดีๆ และมอบกำลังใจให้แก่ทุกคน ให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต ในการสู้ต่อไป บางครั้งปัญหาที่คิดว่าใหญ่ของเราแล้ว อาจจะเทียบไม่ได้เลย กับปัญหาของคนอื่น ชีวิตคนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว อย่าคิดสั้นเลย หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ และขอส่งต่อกำลังใจในการใช้ชีวิตให้แก่ทุกๆคน ยิ้ม
ขอขอบคุณ คุุณแมวน้ำหัววุ้น ที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ

ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่อนสบายกระเป๋า

ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่อนสบายกระเป๋า (ธนาคารกสิกรไทย)

           สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านหรือคอนโดฯ สักแห่งหนึ่ง นอกจากเรื่องของทำเลแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ งบประมาณในการซื้อบ้าน ซึ่งมีข้อแนะนำในการวางแผนซื้อบ้าน 2 ส่วนด้วยกัน คือ การเตรียมตัวก่อนขอสินเชื่อ และปัจจัยที่ช่วยให้ผ่อนสบายกระเป๋า 

           ขอเริ่มที่เรื่องแรกก่อน คือ การเตรียมตัวเตรียมใจก่อนขอสินเชื่อ มีสิ่งที่ต้องเตรียมดังนี้

            1. รักษาเครดิต ในการขอสินเชื่อต้องมีการตรวจสอบสถานะสินเชื่อ และประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาก่อน โดยการตรวจสอบเครดิตบูโร ดังนั้น เราควรรักษาเครดิตไว้ให้ดี เพื่อมิให้เป็นข้อจำกัดในการขอสินเชื่อได้

            2. เตรียม Statement ให้พร้อม ผู้ที่อาชีพทำงานประจำมีรายได้จากเงินเดือน สามารถใช้สลิป เงินเดือน หรือหนังสือรับรองฯ 50 ทวิ ในการยืนยันรายได้ แต่สำหรับผู้ที่มีอาชีพอิสระค้าขายทั่วไป ไม่มีเงินเดือนประจำ ก็สามารถกู้ได้ โดยเตรียมหลักฐานแสดงที่มาที่ไปของเงินให้มีความชัดเจน เช่น บัญชีเงินฝากที่มียอดรายได้เข้าสม่ำเสมอ การเดินบัญชีกระแสรายวัน การใช้เช็ค เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้

            3. เตรียมออมเงินให้เพียงพอ ก่อนกู้ซื้อบ้าน อย่าลืมเก็บออมเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินสภาพคล่องไว้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เพราะเมื่อกู้บ้านแล้ว ภาระผ่อนหนี้ หรือค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะมากขึ้น ซึ่งหากมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน จะได้มีเงินที่เก็บสำรองไว้มาใช้จ่าย และไม่กระทบกับการผ่อนบ้าน

           หลังจากที่เตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลากู้บ้านให้สบายกระเป๋า ซึ่งมี 4 ปัจจัยที่ต้องคำนึง คือ
            1. เงินดาวน์บ้าน โดยทั่วไปผู้ที่กู้ซื้อบ้านต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของราคาบ้าน ดังนั้น ถ้าจะซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท จะต้องมีเงินเก็บเพื่อเป็นเงินดาวน์อย่างน้อย 3 แสนบาท แต่จำไว้ว่า ยิ่งมีเงินดาวน์มาก ยิ่งช่วยลดภาระการผ่อนชำระลง และช่วยให้ประหยัดค่าดอกเบี้ยลงไปได้ 

            2. ยอดผ่อนชำระต่อเดือน ปกติแล้วภาระการผ่อนรายเดือนที่ไม่หนักจนเกินไป ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ก่อนภาษี ถ้ารายได้คนเดียวผ่อนไม่ไหว สามารถกู้ร่วมได้ ทั้งนี้ การกู้ร่วม ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือเป็นสามีภรรยากัน

            3. ระยะเวลาในการผ่อนชำระ โดยทั่วไปสามารถผ่อนบ้านได้สูงสุด 30 ปี ซึ่งระยะเวลาผ่อนเมื่อรวมกับอายุของผู้กู้แล้ว ต้องไม่เกิน 60-65 ปี ถ้าระยะเวลาผ่อนสั้น ยอดผ่อนชำระรายเดือนจะมากกว่าระยะเวลาผ่อนยาว แนะนำให้ลองประเมินความสามารถในการผ่อน ถ้าผ่อนต่อเดือนได้สูง ก็สามารถเลือกผ่อนระยะเวลาสั้นๆ ได้เพื่อให้หมดภาระผ่อนเร็วและประหยัดค่าดอกเบี้ยจ่าย

            4. รูปแบบอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันสถาบันการเงินมีทางเลือกให้กับผู้ขอสินเชื่อว่าจะผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ หรือ แบบลอยตัว ผู้ขอสินเชื่อควรเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และควรเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง
ปกติทั่วไป หากขอสินเชื่อ จำนวน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 30 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6.75% ต่อปี จะมียอดผ่อนชำระประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน ดังนั้น ลองพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่แนะนำข้างต้นดูว่า จะผ่อนบ้านอย่างไรให้สบายกระเป๋ากัน

           หลังจากพิจารณาปัจจัยดังกล่าวแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การวางแผน ก็คือ การนำแผนมาปฏิบัติการ เนื่องจากเงินดาวน์เป็นก้าวแรกสำหรับการซื้อบ้าน ดังนั้น การเก็บออมเงินดาวน์ให้บรรลุเป้าหมายนั้น จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายเป็นได้ การออมเงินดาวน์ให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสม และมีสภาพคล่องในการแปลงเป็นเงินสดได้ เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาสำหรับแผนปฏิบัติการ โดยอาจเก็บออมในรูปของกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อให้มีสภาพคล่องและมีผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป 

           นอกจากนี้ ในการกู้บ้านอย่าลืมพิจารณาปัจจัยเรื่องการวางแผนภาษี เนื่องจากกรมสรรพากรให้สิทธิสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านสามารถนำดอกเบี้ยจ่ายมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท เป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อีกทางหนึ่ง (เพิ่มเงินในกระเป๋ามากขึ้น) และเพื่อให้การวางแผนภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหรือคอนโดฯ ก็เป็นเรื่องสำคัญในการวางแผนภาษีด้วย

สุดยอดของภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ ปี 2014





สุดยอดของภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ ปี 2014 ซึ่งสิ่งที่ช่างภาพสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกมาบนภาพถ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ความรู้สึก ความหมายของภาพถ่ายได้ดี