Friday, February 13, 2015

ริมน้ำเจ้าพระยา

 
กลายเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งไปแล้วสำหรับ “วันวาเลนไทน์” เทศกาลแห่งความรัก วันที่ใครหลายคนเฝ้ารอเพื่อที่จะได้แสดงออกถึงความรักที่มีต่อคนพิเศษได้อย่างไม่เคอะเขิน ดอกไม้ ช็อกโกแลต ของขวัญ และอาหารมื้อพิเศษ ดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรักและเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับวันวาเลนไทน์
 
ร้านอาหารต่างๆ พากันงัดไม้เด็ดออกมาเรียกลูกค้าที่กำลังเฟ้นหาร้านอาหารสำหรับมื้อพิเศษในวันพิเศษเช่นนี้ บ้างชูโรงด้วยเมนูอาหารที่รังสรรค์มาต้อนรับวาเลนไทน์โดยเฉพาะ บ้างใช้ความได้เปรียบในเรื่องทำเลและบรรยากาศร้านมาเป็นจุดขาย 
 
“ผู้จัดการ 360  ํ” ขอถือโอกาสนี้พาเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปสำรวจร้านน่านั่ง เติมความหวานรับวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงด้วยบรรยากาศริมเจ้าพระยาที่สุดแสนจะคลาสสิก
 
เริ่มกันที่แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานครอย่าง “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (ASIATIQUE the riverfront)” แหล่งท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ชอปปิ้งริมเจ้าพระยาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เนรมิตมาจากท่าเรือเก่าของบริษัท อี๊สท์ เอเชียติ๊ก บริษัทสัญชาติเดนมาร์ก ที่เข้ามาดำเนินกิจการในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็นจุดเริ่มต้นของประตูการค้าสากลระหว่างสยามประเทศและยุโรปในสมัยนั้น
 
ณ วันนี้ ท่าเรือและโกดังสินค้าของเก่าได้กลายเป็นร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และโรงละครที่ตอบสนองทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว แต่ยังคงเสน่ห์ของพื้นที่ดั้งเดิมและสอดแทรกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งการค้าขายกับต่างประเทศในยุคล่าอาณานิคม วิถีชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสถาปัตยกรรมในยุคนั้นให้ผู้ที่ไปเยือนได้รับอาหารสมองควบคู่ไปด้วย
 
เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมร้านอาหารหลายสัญชาติ หลากแนว ทั้งไทย ฝรั่งเศส อิตาลี จีน ญี่ปุ่น ซีฟู้ด ผับ บาร์ เพราะฉะนั้นการหาร้านอาหารสำหรับมื้อพิเศษคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก จะนั่งจิบไวน์ที่โซนริมน้ำ หรือนั่งดื่มเบียร์ฟังเพลงเพราะๆ แบบโอเพ่นแอร์ เลือกได้ตามใจชอบ
 
ไม่เพียงแค่อาหารมื้อพิเศษเท่านั้น ร้านค้าต่างๆ ภายในไลฟ์สไตล์ชอปปิ้งแห่งนี้ ยังเป็นแหล่งรวมของขวัญให้กับคนพิเศษได้เช่นกัน แทบจะเป็น one stop service สำหรับวันวาเลนไทน์ได้เลยทีเดียว แต่ก็ต้องทำใจถ้าจะพบเพื่อนร่วมฉลองจำนวนมากอยู่สักหน่อย เพราะผู้มาเยือนที่แห่งนี้หนาแน่นไม่ใช่น้อย
 
แม้จะตามกระแสแต่ขอชวนทวนน้ำขึ้นมาสักนิด เปลี่ยนบรรยากาศจากท่าเรือของบริษัทฝรั่งมานั่งชิลล์ริมเจ้าพระยาในย่านชาวจีน กับร้านเล็กๆ ที่มีชื่อสะดุดหูอย่าง “ซัมซารา คาเฟ่ แอนด์ มีล (SAMSARA CAFE' & MEAL)” ร้านเล็กที่ฝังตัวอยู่ในย่านพลุกพล่านอย่างเยาวราช แค่ทำเลที่ตั้งก็สร้างความแปลกใจอย่างมากให้กับหลายคนที่ได้ไปเยือน
 
จากถนนทรงวาดมุ่งตรงไปยังวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เดินลัดเลาะตรอกเล็กๆ ข้างซอยวัด ผ่านร้านเซียงกงที่เต็มไปด้วยอะไหล่รถยนต์และกองโลหะ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีร้านน่ารักๆ ซ่อนตัวอยู่ เดินผ่านกองโลหะเข้าไปจะได้พบกับบ้านไม้ริมน้ำอันเป็นที่ตั้งของร้านซัมซารา ร้านสุดชิลล์ที่บางคนถึงกับตั้งสมญานามว่าเป็น “ร้านลืมโลก” เพราะเมื่อเข้าไปในร้าน เหมือนได้หลุดออกจากความวุ่นวายของโลกที่อยู่ภายนอก
 
ซัมซาราเกิดจากความคิดของนักเดินทางและศิลปินสาวชาวญี่ปุ่นที่ดัดแปลงบ้านไม้เก่าริมน้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นร้านเล็กๆ น่ารัก แต่บรรยากาศไม่เล็ก เพราะเมื่อบ้านไม้มาบรรจบกับสายน้ำเจ้าพระยา อบอวลไปด้วยงานศิลปะที่ทางร้านหมุนเวียนมานำเสนอ นับว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและทำให้ร้านนี้อยู่ในใจใครหลายคน
 
ถ้าต้องการจิบเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมชมวิวเจ้าพระยาในบรรยากาศสบายๆ ไม่วุ่นวาย และยิ่งถ้าชอบงานศิลป์ด้วยแล้ว ซัมซาราน่าจะเป็นคำตอบที่ดีทีเดียว
 
ดอกไม้กับวันวาเลนไทน์เป็นของคู่กัน ดังนั้นเราจะพาไปเลือกซื้อดอกไม้กันต่อที่ย่านปากคลองตลาด ตลาดดอกไม้ริมเจ้าพระยาที่ใหญ่ที่สุด และคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพราะต่างก็มาเลือกหาดอกไม้เพื่อเป็นสื่อแสดงความรักให้กัน เลือกซื้อกันได้ตามใจชอบ ซึ่งราคาดอกไม้ก็พุ่งสูงขึ้นตามความต้องการไปด้วยเช่นกัน
 
ใจกลางปากคลองตลาดด้านที่ติดริมแม่น้ำ เป็นที่ตั้งของ “ตลาดยอดพิมาน” ไทยเฮอริเทจ คอนเซ็ปต์มอลล์ ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ประกอบด้วยร้านเสื้อผ้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ และร้านอาหาร จุดเด่นอยู่ที่อาคารทรงโคโลเนียล และทางเดินริมน้ำที่ทอดตัวยาวให้เดินรับลมเย็นจากสายน้ำได้สบายๆ พร้อมฉากของสะพานพุทธ วัด ศาลเจ้าจีน และโบสถ์คริสต์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นบรรยากาศที่แตกต่างแต่ลงตัวและมีเสน่ห์ชวนมอง
 
สำหรับย่านปากคลองตลาดนอกจากจะอบอวลไปด้วยดอกไม้แล้ว ในละแวกนี้ยังมีร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศดี วิวสวย เป็นที่จับจองของคู่รักหลายคู่ ดินเนอร์ใต้แสงเทียนพร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและพระปรางค์วัดอรุณ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ และยังเป็นจุดขายของหลายๆ ร้านย่านนี้ด้วยเช่นกัน
 
เริ่มกันที่ The Deck by the River  ร้านริมน้ำที่อยู่ใกล้กับวัดโพธิ์และไม่ไกลจากปากคลองตลาดนัก เป็นร้านอาหารและมีส่วนที่เป็นโรงแรมดีไซน์เก๋อยู่ด้วยกันภายใต้ชื่อ Arun Residence สำหรับส่วนที่เป็นร้านอาหารนั้นตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ เน้นอาหารแนวไทยฟิวชั่นและฝรั่งเศสต้นตำรับ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวาเลนไทน์โดยเฉพาะ
 
แต่ถ้าใครต้องการเพิ่มความโรแมนติก บอกรักกันโดยมีพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นฉากหลัง แนะนำให้ขึ้นไปที่บาร์ชั้นบนสุดของร้าน ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ายิ่งทำให้ภาพที่อยู่ตรงหน้างดงามมากขึ้นไปอีก ดีกรีความโรแมนติกพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน
 
ถัดจาก The Deck by the River มาไม่ไกลนัก เป็นที่ตั้งของ Sala Rattanakosin eatery and bar (ศาลารัตนโกสินทร์) อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งบรรยากาศและทำเลของร้านดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี
 
สำหรับศาลารัตนโกสินทร์นั้นโดยภาพรวมคล้ายกับ The Deck by the River คือมีทั้งส่วนที่เป็นร้านอาหาร บาร์ และโรงแรม บาร์อยู่ที่ชั้นบนสุดเช่นกัน โดยมีจุดขายร่วมกันของร้านย่านนี้คือทำเลและบรรยากาศริมน้ำ ต่างกันที่ศาลารัตนโกสินทร์ตกแต่งแบบเรียบหรูดูดี เน้นกำแพงปูนเปลือยและโทนสีขาวดำเป็นหลัก จุดเด่นอีกอย่างคือบาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สามารถเห็นวิวของเกาะรัตนโกสินทร์ได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว
 
สองฝั่งริมน้ำเจ้าพระยายังมีร้านอาหาร บูทีคโฮเทล คาเฟ่น่ารักๆ  บรรยากาศดี อาหารอร่อย รอคอยให้คู่รักได้ร่วมกัน “ค้นหา” อีกหลายแห่ง เหมาะสำหรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง ลองไปสัมผัสดูแล้ว จะได้พบว่าสายน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ยังไม่สิ้นเสน่ห์... สุขสันต์วันแห่งความรัก
 

Sunday, February 8, 2015

ไทยสร้างชื่อ แกะสลักตุ๊กตุ๊กด้วยหิมะ คว้าแชมป์ที่ซัปโปโร


ไทยสร้างชื่อ แกะสลักตุ๊กตุ๊กด้วยหิมะ คว้าแชมป์ที่ซัปโปโร


            ทีมไทยสร้างชื่อ ชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะที่ซัปโปโร โดยแกะเป็นรูปรถตุ๊กตุ๊ก สื่อถึงความเป็นไทย

            เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 ในเทศกาลหิมะซัปโปโร 2015 หรือ Supporo Snow Festival ได้มีการจัดการประกวดแกะสลักหิมะครั้งที่ 42 ซึ่งทีมไทย ที่ประกอบด้วย คุณกุศล บุญกอบส่งเสริม, คุณกฤษณา วงศ์เทศ และคุณอำนวยศักดิ์ ศรีสุข สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดแกะสลักหิมะในครั้งนี้มาครองได้สำเร็จ
    
            ทั้งนี้ ผลงานการแกะสลักหิมะของทีมไทย ได้มีการตั้งชื่อว่า The Ubiquitous TUK-TUKหรือ ตุ๊กตุ๊กในปัจจุบัน ซึ่งรถตุ๊กตุ๊กนั้น เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย ถือเป็นหนึ่งในพาหนะที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ อยากจะลองสัมผัสสักครั้ง โดยที่ตุ๊กตุ๊กเองไม่แต่เพียงแค่รับส่งผู้โดยสาร แต่ยังทำหน้าที่เผยแพร่ความเป็นไทยให้เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

            ทั้งนี้ ในการประกวดแกะสลักหิมะครั้งที่ 42 ที่เมืองซัปโปโร มีผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 12 ทีม ทั้งจากออสเตรเลีย  เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ ฮาวาย อินโดนีเซีย อิตาลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ โปแลนด์ เมืองพอร์ทแลนด์ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และไทย โดยที่ไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้เป็นผลสำเร็จ และอันดับ 2 คือ ทีมฟินแลนด์ อันดับ 3 คือเกาหลีใต้ อันดับ 4 โปแลนด์ และอันดับ 5 อิตาลี
            ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานของไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า การทำงานในปีนี้ยากกว่าทุก ๆ ปี เพราะปีนี้อากาศอุ่นกว่าปกติที่ -4 องศา ทำให้หิมะละลาย ซึ่งปกติแล้วในช่วงเวลานี้ อากาศจะอยู่ที่ -10 องศา อีกทั้งหิมะในปีนี้มีลักษณะร่วนซุย แกะยาก แต่ทุกคนก็ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่

อันดับ 1 ไทย

อันดับ 2 ฟินแลนด์


อันดับ 3 เกาหลีใต้


อันดับ 4 โปแลนด์ 


อันดับ 5 อิตาลี




เก่งมากเลย ขอปรบมือให้พี่คนไทย แปะๆๆๆๆสุดยอดจริงๆๆๆ

Saturday, February 7, 2015

อาการคันในร่มผ้า




       หากคุณเป็นผู้หญิง ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อยีสต์ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ต้องขอขอบคุณ Aimee Christine Hughes นักบำบัดองค์รวมที่จะมีช่วยบอกวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

       ผู้หญิงทุกคนจะต้องมีเชื้อยีสต์อยู่ในตัวบ้างไม่มากก็น้อย เชื้อนี้ชื่อว่า Candida albicans เป็นเชื้อปรสิตที่อาศัยอยู่ตามที่อับชื้นตามร่างกาย รวมทั้งช่องคลอด กระเพาะอาหาร ปาก และผิวหนังตามข้อพับต่าง ๆ โดยทั่วไปก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่บางทีก็มีบางสิ่งบางอย่างไปกระตุ้นให้ยีสต์เกิดการขยายเพิ่มจำนวน 

      ตัวกระตุ้นอย่างหนึ่งก็คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถฆ่าแบคทีเรียอย่างเช่น Lactobacillus acidophilus ที่คอยช่วยควบคุมจำนวนยีสต์เอาไว้ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปก็เป็นการกระตุ้นเช่นกัน เพราะยีสต์ต้องการน้ำตาลเป็นอาหาร สิ่งอื่น ๆ ก็ได้แก่ภูมิคุ้มกันลดลง ๆ ความเครียด, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีรอบเดือน, ระหว่างมีครรภ์หรือหมดรอบเดือน, หรือขณะให้นมบุตร), น้ำอสุจิจากผู้ชาย, ยาคุมกำเนิด, และแอลกอฮอล์
       สตรีมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์มีการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอดอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต แต่บางคนก็เกิดขึ้นมากกว่านั้น ตั้งแต่ปีละหนึ่งถึงสามครั้ง และการติดเชื้อสามารถติดเชื้อไปสู่คู่นอนได้ อาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงได้แก่ คัน, เป็นผื่นแดง และผิวหนังหนาขึ้น, ตกขาว, มีน้ำข้น ๆ ไหลออกมา บางทีก็พูดกันว่าข้นพอ ๆ กับค็อตเตจชีสเลยทีเดียว ในกรณีที่เป็นหนัก ๆ ก็จะมีปฏิกิริยาของการแพ้, เป็นผื่นที่ช่องคลอด, ท้องเสีย, เจ็บในท้อง, ปวดรอบเดือน, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, แสบเวลาถ่ายปัสสาวะ, รู้สึกเจ็บเวลาร่วมเพศ, บางทีก็มีการติดเชื้อที่ไต หรือที่กระเพาะปัสสาวะ หากมีการติดเชื้อในผู้ชาย ก็จะมีอาการแดงที่หนังหุ้มองคชาติและปลายองคชาติ และมีการอักเสบ
       การติดเชื้อยีสต์อาจไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ที่แน่ ๆ คือมันไปทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลง การแพทย์กระแสหลักมักจะรักษาด้วยการให้ยาเฉพาะที่ และ/หรือ ให้ยาฆ่าเชื้อรา สิ่งเหล่านี้จะให้ผลเป็นการชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาติดเชื้อได้อีก 

   วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน ให้ลองวิธีการดังต่อไปนี้เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อยีสต์   
      1. ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับยีสต์      วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมภายในไม่เหมาะกับการเติบโตของเชื้อ Candida albicans เสียแต่แรกเลย ด้วยการลดการบริโภคน้ำตาล แอลกอฮอล์, ของหวาน ๆ, ขนมปังกรอบและขนมเค้กที่ผ่านกระบวนการ, น้ำผลไม้, น้ำอัดลม ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง เพราะมีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีความสัมพันธ์กับการเติบโตอย่างผิดปกติของจุลชีพในลำไส้
      หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี โดยเฉพาะขนมปัง เนื่องจากมีสารอาหารต่ำ และมีสารแต่งเติมที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในช่วงที่มีการติดเชื้อ ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราอยู่ในนั้น เช่น ชีส, ผลไม้แห้ง, ถั่วลิสง และแตงโม สำหรับผู้ที่ยังติดเชื้อไม่ยอมหาย หรือติดเชื้อซ้ำซาก ให้หลีกเลี่ยงอาหารนมถ้วย
      รับประทานผักสีเขียวให้มากขึ้น (ผักพวยเล้ง, คะน้า เป็นต้น) รวมทั้งแครอท, ข้าวบาร์ลีย์, ถั่วเขียว, ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว, กะหล่ำ, อาร์ติโช้ค, เห็ดชิตาเกะ, กะหล่ำปลี ให้รับประทานกระเทียมวันละสองสามกลีบทุกวัน เพราะมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อยีสต์ จะให้ได้ผลดีที่สุดก็โดยการบุบแล้วรับประทานสด ๆ 
      ส่วนน้ำมันวอลนัท, น้ำมันเมล็ดแฟล็กช์, น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว ล้วนทำให้เชื้อแคนดิด้าอดอยาก น้ำมันมะพร้าวช่วยได้มากเพราะมีกรดลอริค (lauric acid) และกรดคาพรีลิค (caprylic acid) อยู่สูง ซึ่งทั้งคู่ มีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส, ต่อต้านจุลชีพ, และต่อต้านเชื้อรา มุ่งจู่โจมยีสต์และเชื้อราอื่น ๆ ที่เจริญเติบโตมากเกินไปในร่างกาย อย่างเช่นขี้กลากและฮ่องกงฟุต ขอให้แน่ใจที่จะซื้อน้ำมันมะพร้าวที่ไม่ได้ถูกไฮโดรจีเนเต็ด ให้รับประทานโยเกิร์ตชนิดไม่ได้เติมน้ำตาล แต่งรสที่มีเชื้อ Lactobacillus acidophilus ที่มีชีวิตอยู่ด้วยทุกวัน จะช่วยลดการเจริญของยีสต์ในช่องคลอดและลำไส้เล็ก

      2. เพิ่มอาหารเสริม      สูตรผสมโปรไบโอติคส์ที่มี Lactobacillus acidophilus ช่วยรักษาสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหารและระบบสืบพันธุ์ ที่คลินิกของผู้เขียน (Aimee Christine Hughes) มักจะพบความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อยีสต์กับปัญหาของทางเดินอาหาร นับตั้งแต่ท้องผูกและแสบร้อนหน้าอกไปจนถึงสารอาหารไม่ดูดซึม การให้เอนไซม์ช่วยย่อยนับว่าเป็นประโยชน์ รวมทั้งวิตามินเกลือแร่รวม (ให้แน่ใจด้วยว่าอาหารเสริมเหล่านี้ไม่มียีสต์อยู่ด้วย)

      สตรีที่มีแนวโน้มในการติดเชื้อยีสต์มักจะมีวิตามินบีชนิดต่าง ๆ อยู่ต่ำ วิตามินบีจำเป็นในการเมตาโบลิซึ่มของน้ำตาล ดังนั้น ให้เพิ่มอาหารเสริมวิตามินบีเข้าไปด้วย นอกจากนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้รับประทานวิตามินซี (1,000 ม.ก.), วิตามินอี (800 หน่วยสากล), กรดไขมันโอเมก้า -6 (ชนิดที่ให้แกมม่า-ไลโนเลนิค แอซิด หรือ GLA 450 ม.ก.), กรดไขมันโอเมก้า -3 (ที่ให้กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิค แอซิด หรือ อีพีเอ 1,000 ม.ก. และกรดโดโคชาเฮ็กชาอีโนอิค แอซิด หรือดีเอชเอ 800 ม.ก.), และซีเลเนียม (200 ไมโครกรัม) เหล่านี้จะช่วยต่อต้านการอักเสบ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน การรับประทาน caprylic acid (500 ม.ก.) ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อราทุกชนิด รวมทั้ง Candida albicans

      3. สมุนไพร       ผู้เขียนพบว่า ในการต่อต้านการติดเชื้อยีสต์และป้องกันการระบาด สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันนับเป็นสิ่งที่ยากที่จะมองข้ามไปได้ ทั้งสมุนไพร astragalus และ ahwagandha สารสกัดจากเมล็ดส้มโอผลเล็ก (grapefruit) มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย รวมทั้งให้รับประทานเอ็คไคเนเชีย (250-500 ม.ก.) และสมุนไพรโกลเด้นชีล (150-300 ม.ก.) ร่วมด้วยทุกวัน เพื่อช่วยให้ทั้งระยะเวลาการติดเชื้อลดลง และร่างกายจะได้สามารถรักษาตัวและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

       เป็นที่ทราบกันว่า สมุนไพร cat’s claw ช่วยอาการปวดข้อได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย ผู้เขียนแนะนำให้รับประทานสารสกัดสมุนไพรนี้ครั้งละ 500 ม.ก. วันละสามครั้ง สมุนไพรอื่น ๆ ก็ได้แก่ oat straw (ช่วยให้ประสาทสงบ) pu d'arco (ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เม็ดเลือดแดง) แล้วยังมีสมุนไพรจีนอย่างราก gentian, skullcap, gardenia, akebia, plantain, pupleurum, rehmannia, angelica, cardamom และ dioscorea

      น้ำมันหอมระเหยอย่างลาเวนเดอร์, โรสแมรี่, และทีทรีก็สามารถนำมาเติมเวลาอาบน้ำอุ่นก็ได้ หรือจะผสมเกลือทะเลลงไปในน้ำ กวนให้ละลาย แล้วนำมาล้างถูตัวเพื่อแก้คันและช่วยรักษาได้เร็วขึ้น การกลั้วปากด้วยน้ำเกลือก็ช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแคนดิด้าในช่องปาก คุณสามารถใช้น้ำมันหอมลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันทีทรี 3-5 หยด ผสมลงในน้ำมันมะกอก หรือโฮโฮบา 50 มิลลิลิตร แล้วใช้ทาหรือช่วยหล่อลื่นเนื้อเยื่อช่องคลอดที่อักเสบ

      เครื่องเทศ      ให้เตรียมส่วนผสมจากอบเชย ซึ่งงานวิจัยแนะว่ามีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราเป็นอย่างสูง ให้บิอบเชย 8 อัน ออกเป็นชิ้นหัก ๆ ใส่ลงในน้ำต้มเดือดและเคี่ยวเป็นเวลา 10 นาที ดับไฟ นำลงจากเตาแล้วทิ้งไว้อีกหนึ่งชั่วโมง นักสมุนไพรบางท่านแนะนำให้ฉีดล้างช่องคลอด บางคนก็แนะนำให้ดื่มชาอบเชยซึ่งจะช่วยควบคุมการติดเชื้อยีสต์

      4. ฉีดน้ำ      การใช้เครื่องฉีดชำระอาจไม่จำเป็นตอนคุณเป็นปกติดีอยู่ แต่ในช่วงที่ติดเชื้อยีสต์ จะช่วยบรรเทาอาการลงได้มาก วิธีหนึ่งก็คือ ใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์วินนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาดหนึ่งลิตร จะได้ส่วนผสมที่เป็นกรดเล็กน้อยและไม่เหมาะกับการเจริญของยีสต์ นำมาฉีดล้างวันละสองครั้ง หรือใช้โยเกิร์ตชนิดไม่ผสมน้ำตาล (unsweetened yogurt) 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย ชำระล้างวันละสองครั้ง หรือใช้น้ำมันทีทรี (10 หยดผสมกับน้ำ 1 ถ้วย ล้างวันละสองครั้ง)

      5. ทำใจให้สบาย      นอนยืดแผ่สบาย ๆ บนผ้าปูสำหรับเล่นโยคะเวลารู้สึกคัน โยคะช่วยคลายความเครียด และความกลัดกลุ้ม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสองอย่างที่ไปกระตุ้นการขยายตัวของยีสต์ โยคะยังช่วยกำจัดสารพิษ, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้น้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสมดุล รวมทั้งทำให้สมดุลของฮอร์โมนกลับมาด้วย ท่าอาสนะที่ช่วยผ่อนคลายมาก ๆ อย่างเช่น The Child ช่วยต่อต้านความอยากน้ำตาล รวมทั้งคาเฟอีนและนิโคตินด้วย

   ผู้หญิงจะทำอะไรได้บ้าง?   
      รักษาความสะอาดและแห้ง สวมซับในผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงผ้าสังเคราะห์และเสื้อผ้าที่คับรัดรูป เพราะจะไปขัดขวางการไหลเวียน ถอดชุดอาบน้ำหรือชุดบริหารร่างกายที่เปียกออกทันทีที่ทำได้ เมื่อมีรอบเดือนให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ

      หลีกเลี่ยงสารเคมี พยายามอย่าให้บริเวณอวัยวะเพศสัมผัสสารเคมี หรือสารให้ความหอมสังเคราะห์ ซึ่งระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณนั้นมาก เช่น ผ้าอนามัย, กระดาษชำระหรือสบู่, แป้ง, สเปรย์ดับกลิ่น หรือน้ำยาอาบน้ำที่ผสมกลิ่นหอม มีหลายกรณีที่พอเลิกใช้กระดาษชำระแล้วเอาน้ำใส่ขวดชนิดบีบได้บีบทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ แล้วเป่าให้แห้ง หรือใช้เครื่องเป่าผมตั้งไว้ที่ลมธรรมดาเป่าให้แห้งก็ช่วยได้ดี

      รักษาการอักเสบ ผู้เขียนประสบความสำเร็จจากการใช้ชาแดนดิไลอัน (เอาใบสด ๆ มา 1 ถ้วย ต้มกับน้ำเดือด 3 ถ้วย เป็นเวลา 30 นาที แล้วกรอง) ; น้ำว่านห่างจระเข้ (เอาสำลีจุ่มลงไปแล้ว ทาบริเวณปากช่องคลอด) ; ยาเหน็บบอร์ค แอซิด (มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ, ต้านเชื้อราและไวรัส) ; colloidal silver (รับประทาน และ/หรือ นำไปผสมกับเจลว่านหางจระเข้กับน้ำมันทีทรีสัก 2-3 หยดเคลือบลงบนก้อนสำลี แล้วใช้เหน็บ) ; น้ำมันมะพร้าว (ทาตรงบริเวณที่อักเสบ)

7 ประโยชน์จาก “ไมโครเวฟ” ที่ไม่เคยรู้ว่ามันทำได้

7 ประโยชน์จาก “ไมโครเวฟ” ที่ไม่เคยรู้ว่ามันทำได้
เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนชนิดหนึ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่เรานิยมใช้ไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร หรือบางคนใช้สำหรับทำเมนูอาหารใหม่ๆ ให้กับครอบครัว แต่พอแอดมิน Sanook!Home ไปค้นๆ ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครเวฟแล้วกลับพบว่าไมโครเวฟยังสามารถช่วยงานคุณแม่บ้านได้อีกหลายหน้าที่ ที่สำคัญคุณแม่บ้านทั้งหลายอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าไมโครเวฟก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน
1.ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี: เปล่านะคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าแอดมินแนะนำให้ปลูกต้นไม้ในไมโครเวฟ แต่การนำกระถางปลูกต้นไม้ที่รองพื้นด้วยดินบางๆ ที่ก้นกระถาง ก่อนแล้วนำไปอุ่นไว้ในไมโครเวฟประมาณ 90 วินาทีต่อ 1 กก. เพียงเท่านี้ก็จะได้สภาพดินที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี
2.เอาแสตมป์ออกจากซองจดหมาย: คุณสามารถเอาแสตมป์ออกจากจดหมายได้ โดยนำน้ำหยดลงบนแสตมป์ ก่อนจะนำไปใส่ไว้ในไมโครเวฟประมาณ 10-15 วินาที
3.ฆ่าเชื้อโรคฟองน้ำ: การนำฟองน้ำเข้าไปอุ่นไว้ในไมโครเวฟสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ประมาณ 99.9% วิธีการก็คือการนำฟองน้ำไปชุบน้ำแล้วบีบน้ำออก ก่อนจะนำไปอุ่นไว้ในไมโครเวฟ
4.ทำถุงประคบเวลาปวดเมื่อย: ตัดข้อถุงเท้าเก่าแล้วเย็บปลายถุงเท้าเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ข้าวสารลงไป ก่อนจะเย็บประกบปลายถุงเท้า จนมีลักษณะคล้ายถุงประคบ เวลาจะใช้เพียงหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ แล้วนำไปอุ่นในไมโครเวฟ คุณจะได้ถุงประคบที่สามารถประคบกล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อยได้ทุกครั้งที่ต้องการ
5.ทำให้ขนมปังกรอบน่ากิน: หากขนมปังที่คุณเก็บไว้แข็ง เหนียว เคี้ยวยาก ลองนำกระดาษชุบน้ำ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำแล้วหุ้มก้อนขนมปัง ก่อนจะนำไปอุ่นในไมโครเวฟประมาณ 20 วินาที น้ำจากกระดาษหรือผ้าเช็ดตัวจะถูกขนมปังดูดซึม ทำให้ขนมปังกลับมานุ่มน่าทานอีกครั้ง (กรณีเป็นขนมปังแบบฝรั่งที่แข็งๆ ไม่ใช่ขนมปังเนื้อเหลวแบบบ้านเรานะคะ)
6.ปอกกระเทียมให้หมดจดงดงาม: การปอกกระเทียมไม่ให้ผิวกระเทียมมีรอยมีดนั้นทำได้ยากลำบาก แต่ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเมื่อคุณนำกระเทียมไปใส่ไว้ในไมโครเวฟประมาณ 15 วินาที จากนั้นคุณนำกระเทียมอุ่นๆ มาปอกเปลือกได้เลย เพราะเม็ดกระเทียมจะดันตัวออกมาจากเปลือกกระเทียมได้โดยง่าย เนื่องจากความชื้นในเม็ดกระเทียมจะคายตัวเมื่อโดนความร้อน เปลือกกระเทียมจึงโป่งขึ้น และทำให้เนื้อกระเทียมหลุดออกมาได้โดยง่าย
7.คั้นน้ำผลไม้ได้หมดจด: การคั้นน้ำผลไม้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ Sanook!Home มีคำแนะนำดีๆ สำหรับการคั้นน้ำผลไม้ให้ง่ายขึ้น ด้วยการนำผลไม้ที่ยังไม่ได้ผ่าหรือหั่นไปอุ่นในไมโครเวฟก่อนสักประมาณ 10-15 นาที จากนั้นจึงนำมาคั้น ซึ่งจะทำให้การคั้นน้ำผลไม้นั้นง่ายขึ้น

Friday, February 6, 2015

อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"

ถ้าพูดถึงอเมริกาแล้ว แว้บแรกในความคิดก็คงไม่พ้น "นิวยอร์ค" ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมแสงสีเสียงที่สุดของอเมริกา แต่การจะเที่ยวนิวยอร์คให้สนุกนั้น ก็มีข้อห้ามหรือเรื่องที่ไม่น่าทำเหมือนกัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง ลองไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"
อย่าตกใจ ถ้าเห็นหนู

นิวยอร์คขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนึ่งที่สุดแสนจะวุ่นวาย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมคนหลากเชื้อชาติหลากวิถีหลากนิสัย จึงไม่น่าแปลกถ้าใครจะรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบแถมค่อนข้างสกปรกอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเดินๆ อยู่แล้วเจอหนูวิ่งตัดหน้า ไม่ว่าจะเป็นตามถนนซอกซอยหรือตามสถานีรถไฟใต้ดิน จนมีคนพูดว่า คุณสามารถพบเจอหนูได้ทุกๆ 5 นิ้วในนิวยอร์คเลยทีเดียว

อย่าสั่งพิซซ่าว่า " A piece of pizza"
อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"
เค้าไม่นิยมเรียกกันว่า Piece แต่จะพูดว่า "A slice" มากกว่า แล้วแน่นอนว่าคุณจะได้รับพิซซ่า 1 ชิ้นจากคนขาย
แถมรอยยิ้มหวานๆ กลับมาด้วย

อย่าเสียเวลากับ Time Square
อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"
คนส่วนมากเมื่อมาถึง Time Square แล้ว จะตื่นตาตื่นใจกับแสงสีเสียงสุดๆ แต่คนส่วนมากมักจะใช้เวลาบริเวณรอบ Time Suqare ไม่เกิน 10 นาทีแล้วเดินไปจุดอื่นต่อ และคนจำนวนน้อยมากกกที่เมื่อมา Time Square แล้วรอบนึง จะกลับมาซ้ำอีกรอบ และคนนิวยอร์คแท้ๆ มักจะเฉยๆ กับ Time Square ด้วยซ้ำ

อย่าไปถนน Wall Street ในช่วงเสาร์อาทิตย์
อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"
ถนน Wall Street เป็นที่รู้จักกันดีโดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ Wall Street ซึ่งเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่ที่มุมถนนแห่งนี้ ถึงจะเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ แต่ย่านนี้เค้าจะคึกคักกันแค่จันทร์-ศุกร์เท่านั้น แต่บางคนกลับคิดว่าเสาร์-อาทิตย์น่าจะคึกคักกว่า ขอบอกว่าคิดผิดอย่างแรง เพราะเสาร์-อาทิตย์แถวนี้จะร้างมาก พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คงเหมือนซอยอโศกที่บ้านเรานั่นเอง

อย่าถามคนนิวยอร์คเกี่ยวกับที่ตั้งหรือภูมิศาสตร์ของอเมริกา

ว่ากันว่าคนอเมริกาไม่ค่อยจะรู้จักภูมิศาสตร์ของรัฐหรือประเทศที่ตัวเองอยู่เท่าไหร่ เพราะนอกจากนิวยอร์ค นิวเจอร์ซีส์ ฟลอริด้า และแคลิฟอร์เนียแล้ว รัฐอื่นๆ ในอเมริกาสำหรับคนอเมริกาจะถูกจัดเหมารวมเป็นรัฐนอร์ธดาโกต้าซะอย่างนั้น -*- จึงเกิดประโยคแซวคนนิวยอร์คกันขำๆ ว่า New Yorkers have the world's worst sense of geography ซึ่งหมายถึงคนนิวยอร์คไม่ค่อยมีเซนส์เกี่ยวกับภูมิศาสตร์นั่นเอง

อย่าทำ!! สิ่งต่อไปนี้ที่ "นิวยอร์ค"

                  นั่นก็คือ 5 ข้อ "อย่า" ที่ควรจดจำไว้หากจะไปเที่ยวนิวยอร์คนะคะ และอีกอย่างที่อยากฝากเตือนก็คือ ในนิวยอร์คจะมีบางซอกบางหลืบที่ไม่ควรเดินผ่านไป เพราะได้ชื่อว่าเป็นโซนอันตราย ยังไงก็อย่าลืมระวังตัวกันด้วยล่ะ ! 

10 สิ่งไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนนิวยอร์ก

 นครนิวยอร์ก (New York) มหานครที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของความศิวิไลซ์ หากใครมีโอกาสได้เดินทางไปเยือน คุณจะต้องประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับสถานที่ท่องเที่ยวเก๋ ๆ แจ่ม ๆ จำนวนมาก ที่ไม่ควรพลาดไปสัมผัสด้วยตัวเอง ทั้งนี้ กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมเอา 10 สถานที่เจ๋ง ๆ ในนิวยอร์ก จาก opentravel.com มาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ เพื่อเป็นข้อมูลก่อนจะเดินทางไปเที่ยวค่ะ เริ่มต้นกันที่...

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย Andrey Bayda / Shutterstock.com

 1. บรอดเวย์ (Broadway)

          ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรอดเวย์ เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดหากมานิวยอร์ก สถานที่ที่มีชื่อเสียงในด้านของโรงละครต่าง ๆ มากมายมารวมกันอยู่ที่นี่ และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อ ถนนบรอดเวย์ หากคุณตั้งใจที่จะมาดูการแสดงละครเวทีหรือศิลปะการแสดงต่าง ๆ และไม่ต้องการพลาดที่นั่งแถวหน้า มุมดี ๆ บอกได้เลย[ว่า ต้องจองที่ล่วงหน้าไว้ก่อนนะ ไม่งั้นพลาดแน่นอน หรือหากคุณพลาดจริง ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจ ที่บรอดเวย์ยังมีอะไรให้คุณทำอีกเยอะ เช่น ออกไปโปรยเงินเล่นช้อปปิ้งที่ ฟิฟท์ อเวนิว (5th Avenue) พร้อมชมความงามของ โบสถ์ทรินิตี้ อันเลื่องชื่อ และแน่นอนที่สุด ไม่ควรพลาดที่จะมุ่งไปที่ ไทม์ สแควร์ สถานที่ ๆ คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศความเป็นนิวยอร์กอย่างแท้จริง

นิวยอร์ก

 2. อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty)

          เมื่อเอ่ยถึงสตรียืนสูงเด่นเป็นสง่า ที่เป็นสัญลักษณ์ของ "เสรีภาพ" ของชาวมะกันนั้น คงต้องหมายถึง "เทพีเสรีภาพ" อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่ทางฝรั่งเศสมอบให้กับชาวอเมริกัน เพื่อเป็นของขวัญฉลองครบรอบ 100 ปี ในวันประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 โดยตัวเทพีมีความสูงถึง 96 เมตร ใช้ชิ้นส่วนมาประกอบตัวเทพีจำนวน 350 ชิ้น ซึ่งใช้ระยะเวลาในการประกอบถึง 4 เดือน สร้างโดย บาร์โธลดี หากไม่ได้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสตรีแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ถือว่าคุณพลาด 1 ในมหัศจรรย์สิ่งก่อสร้างของโลกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

นิวยอร์ก

 3. สวนสาธารณะ เซ็นทรัล พาร์ค (Central Park)

          หากต้องการหลบจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่อย่างมหานครนิวยอร์ก สวนสาธารณะ เซ็นทรัล พาร์ค คงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนเมืองใหญ่เช่นนี้ เซ็นทรัล พาร์ค สร้างเสร็จเมื่อปี 1873 มีขนาดอยู่ที่ 341 เฮกตาร์ (3.4 ตารางกิโลเมตร หรือสนามฟุตบอล 460 สนามต่อกัน) โดยผู้คนที่เดินทางมาที่นี้ ไม่ใช่มาเพื่อเดินหรือวิ่งออกกำลังเท่านั้น ภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ ยังมีสวนสัตว์ รูปปั้น ร้านอาหาร เรือถีบ ม้าหมุน ลานสเก็ต นั่งปิคนิค และลานน้ำพุ ที่สำคัญที่ เซ็นทรัล พาร์ค ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมที่กองภาพยนต์ มักเลือกใช้มาเป็นส่วนหนึ่งในฉากประกอบซะด้วย 

นิวยอร์ก

 4. หมู่บ้านกรีนวิช (Greenwich Village)

          หมู่บ้านกรีนวิช เป็นที่รู้จักดีว่าเป็นเขตที่อยู่อาศัยของชุมชนในแมนฮัตตัน แต่ครั้งหนึ่งนั้นเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญ และตกเป็นเมืองขึ้นของชาวโบฮีเมี่ยน บีทนิกส์ และเคยถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้างมาก่อน แต่หมู่บ้านกรีนวิชยังคงความมีเสน่ห์ในตัวที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ปัจจุบันได้กลายเป็นชุมชนศิลปะอันสดใส และอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยนิวยอร์กอันโด่งดัง พร้อมอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมตอนกลางคืนอันสว่างไสวไปกับแสงไฟบนถนนแม็คโดกัล

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย Cedric Weber / Shutterstock.com

 5. ตึกเอ็มไพร์ สเตท (Empire State)

          ตึกเอ็มไพร์ สเตท เป็นตึกที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเหนือ ตึกไครซ์เลอร์ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนครนิวยอร์ก ตึกระฟ้าแห่งนี้มีความสูงถึง 102 ชั้น มีสไตลล์การตกแต่งแบบศิลปะสไตลล์ เด็คโค่ และเป็นอาคารที่ได้รับความนิยมถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่อง เช่น ภาพยนต์ชื่อดังอย่าง "คิงคอง" ที่มีเจ้าลิงยักษ์ปีนขึ้นไปบนยอดตึก ตึกเอ็มไพร์ สเตท หากคุณไม่กลัวความสูง และต้องการเห็นมุมมองอันน่าอัศจรรย์ของเมืองนิวยอร์ก ที่สามารถมองเห็นรอบ ๆ เมืองได้ไกลถึง 80 ไมลล์ ต้องไม่พลาดในการขึ้นไปพิชิตยอดตึกแห่งนี้เหมือนเจ้าคิงคอง

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย SeanPavonePhoto / Shutterstock.com

 6. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมโทรโพลิทัน (Metropolitan Museum of Art)

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หิวโหยและคลั่งไคล้ในงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมโทรโพลิทัน เป็นสถานที่รวบรวมจัดแสดงผลงานชั้นยอดต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงของเหล่าศิลปินมากมายไว้ที่นี้ เช่น เซซานและโมเนต์ ปิกัสโซ่ แคนดินสกี้ เดอะ โมมา เป็นต้น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ดังนั้น หากคุณได้มาชื่นชมผลงานอันเลื่องชื่อของศิลปินที่นี้ คุณอาจจะได้รับแรงบันดาลใจดี ๆ เพื่อนำไปสร้างสรรค์ผลงานของคุณเองได้อีกด้วย

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย Vladimir Korostyshevskiy / Shutterstock.com

 7. เกาะโคนี่ย์ (Coney Island)

          หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนริมทะเล กับหาดทรายขาวนวลและแสงแดดอ่อน ๆ เราขอแนะนำให้ลองมาที่ เกาะโคนี่ย์ บ้านพักตากอากาศที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเมืองบรู๊คลิน และริมทางเดินชายหาดของนิวยอร์ก นอกจากชายหาดแล้วยังมีสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่าง พิพิธภัณฑ์สัตวน้ำนิวยอร์ก สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลากหลาย และต้องไม่พลาดเลยกับ ฮ็อทด็อกซ์ เจ้าดังอย่าง "เนธาน ฮ็อทด็อกซ์" ที่เมื่อมาถึงทีนี้แล้วต้องมาลิ้มรสกันให้ได้

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย Andrew F. Kazmierski / Shutterstock.com

 8. ร็อคกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center)

          เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีศูนย์การค้าส่วนตัวของตัวเอง ประกอบไปด้วยตึก 19 ตึก ที่มีความสวยงามน่าประทับใจ โดยเริ่มต้นการทำโครงการทางธุรกิจแบบผสมผสาน มีทั้งสวน ร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้ง ด้วยพื้นที่สำนักงาน ซึ่งทั้งหมดถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยศิลปะสไตลล์เด็คโค่ ปัจจุบันที่ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานทางด้านวัฒนธรรมและบันเทิงกลางเมืองนิวยอร์ก ซึ่งจัดงานคอนเสิร์ตและนิทรรศการต่าง ๆ 

          แล้วที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คือ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส จะมีการนำต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่มาจัดแสดงไว้ และในยามค่ำคืน ณ ลานสเก็ตที่ศูนย์แห่งนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นลานสเก็ตที่ส่องแสงประกาย สะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับเพชร ซึ่งเป็นภาพที่สวยสดงดงามในยามค่ำคืน

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย SeanPavonePhoto / Shutterstock.com

 9. ศูนย์แสดงศิลปะ ลินห์นคอน เซ็นเตอร์ (Lincoln Center for the Performing Arts)

          ศูนย์แสดงศิลปะ ลินห์นคอน เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์ศิลปะที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นบ้านของสถาบันศิลปะนิวยอร์กทั้ง 12 แห่ง อาทิ โรงละครโอเปร่า เมโทรโพลิแทน โรงแสดงบัลเล่ต์นิวยอร์ก ที่จัดแสดงคณะประสานเสียง โรงหนังลินห์นคอน เซ็นเตอร์ เป็นต้น และเป็นที่แน่นอนเลยว่าผู้หลงใหลศิลปะทั้งหลาย จะได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมกับผลงานอันตระการตาต่าง ๆ จากเหล่านักแสดงและเป็นแรงใจให้กับศิลปินหน้าใหม่มามากกว่า 50 ปี

นิวยอร์ก

ภาพประกอบโดย Pierre E. Debbas / Shutterstock.com

 10. สนามแยงกี้ (Yankee Stadium)

          สุดยอดสนามเบสบอลทีมเหย้าอันน่าภาคภูมิใจของชาวนิวยอร์กแยงกี้ ที่ได้ชื่อว่ามีมูลค่าการก่อสร้างของสนามแพงถึง 1.5 ล้านเหรียญ กับความจุของสนามอันมหาศาลมากกว่า 52,000 ที่นั่ง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเคยตั้งอยู่ที่ย่าน บรองซ์ ก่อนที่จะย้ายมาสร้างใหม่ที่ เลขที่ 25 ถนนหลักใน คูเปอร์สทาวน์ เมืองนิวยอร์ก ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเบสบอลหรือไม่ เราขอแนะนำให้คุณลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศอันกึกก้อง ของสาวกทีมนิวยอร์กแยงกี้ ซึ่งจะปลุกอารมณ์คุณให้ลุกขึ้นมาร่วมเชียร์ทีมโปรดไปด้วยกัน

Tuesday, February 3, 2015

รวมร้านเด็ด ย่าน BTS

ย่าน  อโศก
ร้าน Salads and More อยู่ ไม่ไกลจาก BTS อโศก เป็นร้านสลัดแนวใหม่ที่จะทำให้เมนูสลัดของคุณมีสีสันไม่จำเจอีกต่อไป พร้อมพิสูจน์ความอร่อยได้ทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

ย่าน BTS ศาลาแดง
ร้าน Bug & Bee อยู่ติดกับทางลง BTS ศาลาแดง อาหารเด่นของร้านนี้จะเป็นสารพัดเมนูเครปทั้งของคาวและของหวานอาทิ เครปผัดไทย เครปชาเขียวถั่วแดง เหมาะสาหรับคนรักเครป ร้านเปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง

ย่าน BTS ทองหล่อ
ร้านแสงชัยโภชนา เป็นอีกร้านที่อยู่ใกล้กับ BTS เสิร์ฟเมนูความอร่อยหลากหลาย อาทิ กุ้งนึ่งกระเทียม ปูผัดผงกะหรี่ หอยหวานอบเนย ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่วลา 18.00-04.00 น.

ย่าน BTS อารีย์
ร้าน 1000 เส้น ร้านอยู่ปากซอยอารีย์ มีหลายหลายเมนูสาหรับคนชอบทานเส้น อาทิ พาสต้ากระดูกหมูอบ สปาเก็ตตี้หมูตุ๋นกระเพรากรอบ บะหมี่ไข่แบนราดหน้าไก่ ร้านเปิดให้บริการความอร่อย ทุกวันเวลา 10.30-21.00 น.

ย่าน BTSสยาม
ร้านบ้านหญิง ร้านอาหารไทยพร้อมเสิร์ฟอาหารหลากหลายเมนูความอร่อย อาทิ ยำหมูสับภูเขาไฟ หอยเชลล์ซอสพริกไทยดำ และข้าวไข่ข้น ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น.

ย่านBTS อโศก
ร้าน Thirsty Hungry ร้านอาหารจานด่วนที่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารจานด่วน อย่าง ข้าวไข่ข้น ไข่กระทะ ข้าวลาบไก่ทอด และชาเขียวปั่น

7. ร้าน ราชเทวี Bar and Seafood >>คลิกอ่าน<<
ย่าน BTS อนุสาวรีย์
ร้าน ราชเทวี Bar and Seafood อยู่ติดกับ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ ร้านอาหารและที่สังสรรค์หลังเวลาเลิกงาน บรรยากาศสบายๆ ในสไตล์โอเพ่นแอร์ ดนตรีเล่นสด 2 วงทุกวัน เปิดบริการ 17.00-01.00 น.

ย่าน BTS อนุเสาวรีย์
ร้าน Kansai Yakitori & Nabe ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเซ็นจูรี่ มีเมนูอาหารทั้งชาบู เมนูปิ้งย่างเสียบไม้ และ เซ็ตอาหารเบนโตะ ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 10.30 - 22.00 น.

ย่าน BTS เอกมัย
ร้าน Kyo Roll En ความหวานเหนือระดับ ฉบับโตเกียว พร้อมเสิร์ฟของหวานหลากหลายเมนูอยู่ที่ GateWay เอกมัย อาทิ Passion Roll Set , Matcha Soft Cream, Sumi Soft Cream เปิดบริการตั้งแต่เวลา10.30-22.00 น.
ย่าน BTS อโศก
ร้าน Blue Spice อยู่ในโรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ ให้บริการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานกว่า 100 ชนิด เสิร์ฟความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น.

13 คุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่คุณอาจจะยังไม่รู้

ระชาชาติธุรกิจออนไลน์
คุณรู้หรือไม่ว่า? บริสุทธิ์ที่เราพบได้โดยทั่วไปนั้น มีประโยชน์มากมายอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ทั้งประโยชน์ด้านสุขภาพและช่วยเสริมความงามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด มีวิธีนำไปใช้อย่างไรได้บ้าง ลองมาดูกัน


1. รู้หรือไม่...น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้แทนน้ำมันชนิดต่าง ๆ ในการประกอบอาหารและเบเกอรี่ได้โดยไม่มีผลต่อรสชาติอาหาร นั่นเพราะน้ำมันมะพร้าวมีไขมันดีชนิดอิ่มตัวถึง 92% โดยส่วนใหญ่จะเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลางเช่น กรดลอริก กรดคาปริก และกรดคาปริลิก ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเผาผลาญได้ดี ขณะที่น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มมีไขมันอิ่มตัวเพียงราว ๆ 14-15% หรือน้ำมันรำข้าวก็มีเพียง 18% เท่านั้น
2. รู้หรือไม่...ในต่างประเทศนิยมใช้น้ำมันมะพร้าวแทนเนย หรือมาการีนซึ่งอุดมไปด้วยไขมันทรานส์(Transfat) กรดไขมันอิ่มตัวสูงที่ได้จากการแปรรูป โดยน้ำมันมะพร้าวเมื่อนำไปปรุงอาหารจะไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ แต่จะยังคงความหอมอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น คอนเฟิร์มโดยผลวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ยืนยันว่า การบริโภคไขมันทรานส์น้อยลงจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 50% เลยทีเดียว
3. รู้หรือไม่...น้ำมันมะพร้าวหากนำมารับประทานคู่กับกระเทียม จะถือเป็น Super antioxidant ที่สามารถลดโอกาสการเกิดโรคร้ายแรงบางชนิด ได้ เช่น โรคหัวใจ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก น้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันพืชตัวอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่ และวิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว จะช่วยลดความหนืดของเลือด ขยายหลอดเลือด และป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ส่วนกระเทียมก็มีสารประกอบของกำมะถันสูงมาก และยังมีสารสำคัญอีกกว่า 30 ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
4. รู้หรือไม่...การรับประทานน้ำมันมะพร้าวในช่วงตั้งครรภ์จะช่วยทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันที่ดี และยังช่วยเพิ่มคุณค่าของน้ำนมแม่อีกด้วย นั่นเพราะในน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมทั้งป้องกันภาวะกระดูกพรุน หรือการสูญเสียแคลเซียมของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมลูกน้อย
5. รู้หรือไม่...ถ้าคุณนอนไม่ค่อยหลับ น้ำมันมะพร้าวช่วยคุณได้ เพราะน้ำมันมะพร้าวนั้นอุดมไปด้วยกรดลอริก กรดคาปริก และกรดคาปริลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลาย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวติดต่อกันทุกวันในปริมาณเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิทขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ลดความเครียด และอาการอ่อนเพลียได้ด้วย
6.รู้หรือไม่...การรับประทานน้ำมันมะพร้าวก่อนมื้ออาหาร 3 เวลา จะช่วยลดปัญหาโรคเบาหวาน และหากนำไปผสมกับชา กาแฟ หรือโกโก้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และการติดเชื้อในลำคอได้อีกต่างหาก กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตัวเดียวกับนมน้ำเหลืองจากแม่ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น "มอโนลอริน"ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นทั้งยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อโรคชนิดที่มีเกราะหุ้มเซลล์เป็นไขมัน เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่เริม คางทูม เป็นต้น 

7.รู้หรือไม่...สำหรับใครที่ชอบรับประทานข้าวมันไก่เป็นชีวิตจิตใจ คุณสามารถอร่อยอย่างมีสุขภาพได้แล้ววันนี้ โดยใช้น้ำมันมะพร้าวหุงข้าวแทนน้ำมันจากไก่ หรือน้ำมันชนิดอื่น ด้วยวิธีทำที่ง่ายมาก เพียงใส่น้ำมันมะพร้าวผสมกับข้าวที่ซาวแล้วพร้อมหุง จากนั้นก็ตามด้วยกระเทียมและพริกไทย เพียงเท่านี้ก็จะได้ข้าวมันจากน้ำมันมะพร้าวที่หอมอร่อยด้วยคอเลสเตอรอลและไขมันที่น้อยกว่ามาก
8.รู้หรือไม่...น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้ทาเป็นครีมกันแดดได้ยิ่งไปกว่านั้นหากสาว ๆ คนไหนชอบให้ผิวเป็นสีแทนล่ะก็ สามารถทาน้ำมันมะพร้าวแล้วไปนอนอาบแดดได้เลย คุณจะมีผิวสีแทนสวยสมใจ โดยไม่ต้องกังวลกับความหมองคล้ำของฝ้าแดด เพราะนอกจากน้ำมันมะพร้าวจะอุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดดีแล้ว ยังมีวิตามินอีซึ่งจะช่วยป้องกันฝ้าจากแสงแดดได้ด้วย
9.รู้หรือไม่...เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังที่จะช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล ดังนั้น การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับเพื่อควบคุมน้ำหนักได้ แต่ถ้าจะใช้วิธีนี้ให้ได้ผล ขอแนะนำให้รับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป รวมถึงควบคุมอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่า คุณจะผอมหุ่นเพรียวแถมรีเทิร์นสุขภาพได้อีกต่างหาก
10.รู้หรือไม่...หลังสระผม เพียงนำน้ำมันมะพร้าวชโลมผมให้ทั่ว จากนั้นนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นโพกศีรษะทิ้งไว้ราว 15 นาทีจะช่วยคืนความนุ่มและรักษาความแห้งเสียของเส้นผมได้ ไม่ว่าความแห้งเสียนั้นจะมาจากแสงแดด หรือสารเคมีจากการทำสีผม นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังช่วยบำรุงรากผมและสุขภาพหนังศีรษะอีกด้วย
11.รู้หรือไม่...น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชั้นเลิศเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณการทาน้ำมันมะพร้าวทั่วใบหน้าก่อนเข้านอน จะช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวเวลานอนหลับ ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น น้ำมันมะพร้าวยังเป็นอาหารของเซลล์ชั้นดี โดยเซลล์จะดูดซับกรดไขมันสายปานกลาง และเปลี่ยนเป็นพลังงานที่เพิ่มกิจกรรมการเผาผลาญ กระตุ้นการรักษาและฟื้นฟู ทำให้ปัญหารอยด่างดำต่าง ๆ ของผิวหนังหายไป นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ในการทำให้แผลสด แผลไฟไหม้ แผลมีหนอง และการบาดเจ็บอื่น ๆ ของผิวหนังและเนื้อเยื่อหายเป็นปกติได้เร็วยิ่งขึ้น
12.รู้หรือไม่...ผู้ที่ชื่นชอบการทำสปาด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจขอเชิญทางนี้น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้เป็นน้ำมันนวดเพื่อผ่อนคลายได้ (Oil Massage) โดยน้ำมันมะพร้าวจะดูดซึมเร็วทำให้ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทั้งยังมีการอ้างอิงข้อมูลในสมัยอยุธยาว่า มีการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้รักษาอาการปวด และการอักเสบต่าง ๆของกล้ามเนื้อ ซึ่งในปัจจุบันได้มีข้อพิสูจน์แล้วว่า เป็นเพราะกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวนั่นเองที่ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เหล่านี้
13.รู้หรือไม่...หลังจากเราดูสวยใสด้วยการแต่งหน้ามาทั้งวัน พอถึงขั้นตอนการทำความสะอาดใบหน้า น้ำมันมะพร้าวก็กลายเป็นผู้ช่วยที่แสนมหัศจรรย์ไปในทันที ด้วยน้ำมันสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติที่สามารถทำความสะอาดเครื่องสำอางได้อย่างล้ำลึก หมดจด โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง ร่วมด้วยการนวดเบา ๆ ขณะชโลมน้ำมันมะพร้าวทั่วใบหน้าก่อนเช็ดทำความสะอาด จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของต่อมน้ำเหลือง ทำให้เกิดความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อผิวแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น